นายอาณัติ กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเป้ายอดขายในปี 2563 ที่ 29,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ 55% และ คอนโดมิเนียม 45% ภายใต้แผนเปิดโครงการใหม่รวม 18 โครงการ มูลค่ารวม 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 12 โครงการ ซึ่ง 6 โครงการเป็นบ้านเดี่ยว ภายใต้แบรนด์เศรษฐสิริ และสราญสิริ มูลค่ารวม 8,600 ล้านบาท อีก 6 โครงการ เป็นบ้านแฝดและทาวน์เฮาส์ มูลค่า 6,600 ล้านบาท ส่วน 6 โครงการที่เหลือเป็นคอนโดมิเนียม รวมมูลค่า 8,800 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น บริษัทก็พร้อมจะเปิดโครงการมากขึ้น เนื่องจากมีที่ดินรองรับไว้ทั้งหมดแล้ว
ขณะเดียวกันสถานการณ์ตลาดบ้านแนวราบของบริษัทซึ่งในช่วงไตรมาส 1 โดยในเดือนก.พ. และ มี.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่เพิ่งเกิดสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ทำให้บริษัทได้ออกแคมเปญการตลาดโปรลื่นปื๊ด ฟรีค่าโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนอง ซึ่งลูกค้าตอบสนองดีมาก ประกอบกับบริษัทมีความชัดเจนเรื่องมาตรการความปลอดภัยจากไวรัสโควิด-19 ทำให้ยอดลูกค้าเยี่ยมชมโครงการ ซึ่งเปรียบเทียบตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันยังไม่ลดลง และยังสามารถทำยอดขายและยอดโอนจากโครงการแนวราบได้แล้ว 4,800 ล้านบาท จากเป้าหมายยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์จากโครงการแนวราบใกล้เคียงกันที่ 15,400 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 47% ของเป้าหมายยอดโอนทั้งหมดที่ 33,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในไตรมาส 2 นี้ บริษัทยังมีโปรโมชั่น แสนสิริผ่อนให้สูงสุด 24 เดือน ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย สำหรับลูกค้าที่ตัดสินใจจองและโอนกรรสิทธิ์ภายในไตรมาส 2 นี้เท่านั้น
“โดยกลยุทธ์การทำตลาดโครงการแนวราบของบริษัทในปีนี้ เริ่มจากแบรนด์สิริ เพลส ในระดับราคา 3-5 ล้านบาท รวมทั้งแบรนด์เศรษฐสิริ บุราสิริ และสราญสิริ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่อยู่อาศัยระดับราคา 10-20 ล้านบาท” นายอาณัติ กล่าวและว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ภาครัฐมีมาตรการที่ต้องอยู่ห่างกัน บริษัมมองว่ามีผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อบ้านของลูกค้าที่เปลี่ยนไปให้ความสนใจบ้านหลังใหญ่มากขึ้น ในขณะที่กลุ่มที่มีความต้องการซื้อบ้านเพื่อความจำเป็นในการอยู่อาศัย หรือเรียลดีมานด์ ซึ่งอยู่ในกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท ก็ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่มากกว่าการลงทุนในตลาดหุ้น และปลอดภัยในระยะยาว พร้อมกับยังเชื่อมั่นว่าแผนกลยุทธ์การตลาดทร่กล่าวมา จะทำให้บริษัทไปสู่เป้าหมายที่วางไว้
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีอดขายรอโอน (แบ็กล็อก) รวม 49,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 7,900 ล้านบาท และจากคอนโดมิเนียม 41,600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 17,900 ล้านบาท นอกจากนี้ ล่าสุดบริษัทมีสินค้าสร้างเสร็จพร้อมโอนประมาณ 10,000 ล้านบาท