นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวยอมรับว่า 3 เดือนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ยากลำบากสำหรับการดำเนินธุรกิจ เพราะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้กระทบยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านและคอนโดมิเนียม 10-15% โดยสภาวะตลาดค่อนข้างเงียบ แต่บริษัทยังอยู่ในภาวะที่แข็งแกร่งด้านการเงิน ประกอบกับลูกค้าที่ซื้อไปแล้ว ยังเชื่อมั่นและต้องการมาโอนกรรมสิทธิ์ในส่วนที่สร้างเสร็จแล้ว

ส่วนโครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายก็จะชะลอการก่อสร้างไปก่อนเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน เช่น โครการ ดิ เอ็กซ์โทร พญาไท ขณะที่โครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ทั้งอาคารสำนักงานและพื้นค้าปลีกให้เช่าที่ผ่านมากระทบน้อยที่สุด แต่บริษัทมีการช่วยเหลือลูกค้าด้วยการลดค่าเช่า 5-10% อีกทั้งยังมองผลกระทบในอนาคตจากโควิด-19 จะทำให้ความต้องการใช้พื้นที่เช่าสำนักงานลดลง เพราะช่วงล็อกดาวน์ บริษัทส่วนใหญ่ให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from home) ซึ่งก็ได้ผลดีคนยอมรับและปรับตัวกับการทำงานวิถีใหม่ได้ ทำให้การใช้พื้นที่สำนักงานให้เช่าในอนาคตจะลดลงมาก และในส่วนของธุรกิจโรงแรมซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของบริษัทที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยอัตราการเข้าพักของโรงแรมทั่วโลกลดลง 50-75% ในส่วนโรงแรมในประเทศลดลง 52% เนื่องจากปิดให้บริการตั้งแต่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดได้ทยอยเปิดให้บริการแล้ว พร้อมกับปรับตัวโดยหันมาเน้นฐานลูกค้าคนไทยและภูมิภาคเอเชียด้วยกัน ส่วนโรงแรมในอังกฤษก็เช่นกันมุ่งฐานลูกค้าคนท้องถิ่นเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ผลกระทบระยะสั้นจากโควิด-19 ทำให้บริษัทปรับลดประมาณการณ์รายได้ปี 2563 ลง 50% เหลือ 9,000 ล้านบาท จากเดิมคาดว่าจะทำได้ 18,000 ล้านบาท โดยหลักมาจากรายได้จากธุรกิจโรงแรมที่หายไป แต่ในระยะยาวบริษัทยังเชื่อมั่นว่าด้วยความมั่นคงของสถานะการเงินในปัจจุบันที่มีอัตราหนี้สินต่อทุนหรือ 0.86 เท่า ทำให้บริษัทยังคงแผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี (2563-2567) ภายใต้งบลงทุน 68,000 ล้านบาท เหมือนเดิม แต่จะปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนเพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมจะเปิดกว้างในการร่วมทุนกันหลากหลายรูปแบบ จากเดิมเน้นซื้อกิจการเป็นหลัก พร้อมกับจะมีการปรับพอร์ตสินทรัพย์ โดยการตัดขายสินทรัพย์บางส่วนที่ให้ผลตอบแทนต่ำออกไป รวมถึงจะทยอยนำอาคารสำนักงานและโรงแรมบางแห่งขายเข้าทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาฯ (รีทส์) ตลอดจนแผนออกหุ้นกู้เพื่อรองรับแผนขยายโรงแรมทั่วโลก รวมถึงแผนขยายตลาดที่อยู่อาศัยให้ครบ 30 โครงการ มูลค่ารวม 37,000 ล้านบาท แบ่งเป็น สิงห์เอสเตส มุ่นเน้นตลาดบนเป็นหลัก และปีนี้จะหันมารุกบ้านแนวราบเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับบริษัทลูกอย่าง บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด นอกจากจะขยายโครการใหม่ปีละ 3-4 โครงการ ซึ่งจะเน้นกระจายทำเลและเซ็กเมนต์มากขึ้น

“เคยผ่านวิกฤตหนักๆ มา 4 ครั้ง โดยยอมรับว่าวิกฤตครั้งนี้จะหนักที่สุด แต่บริษัทเชื่อมั่นว่าจะผ่านพ้นไปได้ โดยเฉพาะเชื้อโควิด-19 จะผ่านพ้นไปในไตรมาส 4 ปีนี้ ต่อเนื่องถึงต้นปี 2564 และจะกลับมาเติบโตเหมือนเดิม ขณะเดียวกันสิ่งที่บริษัทยึดมั่นคือ ไม่ลดคน ไม่เลิกจ้าง และเมื่อธุรกิจกลับมาเป็นปกติ บริษัทก็จะเดินในวิถีเดิมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายนริศ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน