หวั่นปิดๆเปิดๆจะเกิดตายหมู่! 3 สมาคมอสังหาฯ เตรียมยื่นหนังสือให้รัฐยืดหยุ่นคำสั่งปิดแคมป์ก่อสร้างหวั่นเสียหายบายปลาย
อสังหาฯหวั่นตายหมู่ – นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า 3 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมอารารชุดไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ได้ทำหนังสือเตรียมยื่นให้รัฐบาลทบทวนคำสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง งดการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงาน ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑลในพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม เป็นเวลา 1 เดือน โดยขอให้ภาครัฐมีการยืดหยุ่นทั้งนโยบายและการปฏิบัติ เพื่อปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ในแต่ละวันที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากในความเป็นจริงไซต์ก่อสร้างแต่ละแห่งมีทั้งแคมป์พักคนงานขนาดใหญ่เล็กแตกต่างกัน ประกอบกับบางไซต์งานก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่อาจคงเหลือแคมป์คนงานเล็กๆ ไว้เพื่อแก้ไขเก็บงานก่อสร้างเล็กๆ น้อยๆ บางส่วน เช่นงานเก็บสี หรือติดตั้งวอลเปเปอร์ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้งานโครงการมีความสมบูรณ์พร้อมที่จะโอนให้ลูกค้าได้
สำหรับ ผลกระทบจากการปิดแคมป์คนงาน 1 เดือน มีมูลค่าความเสียหายที่มาก และยังไม่มีความแน่นอนว่าคำสั่งดังกล่าวจะขยายระยะเวลาเพิ่มอีกหรือไม่ จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นและอยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบมากขึ้น จากปัจจุบันที่การขายที่อยู่อาศัยก็ได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีก่อนทำให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
นายพรนริศ กล่าวอีกว่า ความเสียหายจากการปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง เทียบไม่ได้กับการปิดร้านอาหาร ซึ่งถ้าขาดทุนก็เลิกเช่าปิดร้านไปเลย แต่อสังหาฯ โดยเฉพาะตึกสูงถ้าสร้างไปแล้ว สั่งหยุดงานก่อสร้าง กรณีแย่ที่สุดหากผู้ประกอบการขาดสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้ไม่มีเงินสร้างต่อ ส่วนโครงการบ้านจัดสรร ก็เช่นกัน หากมีการสั่งปิดแคมป์ก่อสร้างนานๆ จะกระทบงานก่อสร้างเสร็จไม่ทันกับที่ระบุในสัญญาส่งมอบบ้านให้ลูกค้า อาจเป็นช่องโหว่ให้ลูกค้าบางรายใช้อ้างในการไม่รับโอนบ้าน และเรียกร้องเงินดาวน์คืนพร้อมดอกเบี้ย ก็เป็นได้
“ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้คือ ปิดๆ เปิดๆ ถึงปลายปีนี้ คาดว่าจะเกิดการตายหมู่ หรือหนีไม่พ้นการเกิดภาวะธุรกิจขาลงอย่างรุนแรง เนื่องจากทั่วโลกกำลังจะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งทุกครั้งที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ขั้ว ก็ต้องมีการอัดมาตรการการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด เตรียมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในส่วนของไทยและประเทศในอาเซียนซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ ก็จะได้รับแรงเหวี่ยงจากผลกระทบดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น อาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจรุนแรง หรือจีดีพี ติดลบทั่วทั้งอาเซียนเลย”นายพรนริศ กล่าว
ขณะที่นางอาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า อยากนำเสนอรัฐบาลว่ามาตรการที่ประกาศออกไปแล้ว สามารถปรับยืดหยุ่นตามสถานการณ์ได้ ประกอบกับมองว่ามีแคมป์หรือไซต์ก่อสร้างจำนวนมากที่แรงงานไม่ติดโควิด-19 เช่น ริชชี่เพลส ซึ่งเป็นบริษัทของตนปัจจุบันมีไซต์ก่อสร้างทั้งหมด 5 แห่ง โดยทั้งหมดไม่พบการติดเชื้อเลย ซึ่ง 2 แห่ง เป็นตึกสูง 32 ชั้น แต่ละแคมป์ใช้คนงาน 500-600 คน
ส่วนอีก 3 แห่งเป็นโครงการบ้านแนวราบ แต่ละไซต์ใช้คนงานระดับ 100 คน ฉะนั้นมาตรการที่รัฐออกมาครอบคลุมผู้ประกอบการตั้งแต่รายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ รวมถึงครอบคลุมทุกประเภทการก่อสร้าาง ดังนั้นต้องการให้ภาครัฐแยกแยะ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ภาครัฐควรต้องเร่งตรวจและเร่งฉีดวัคซีน โดยเฉพาะควรต้องเร่งจัดสรรวัคซีนให้กับกลุ่มที่ภาครัฐประเมินว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดโควิดได้ง่าย ซึ่งมองว่าจะเป็นวิธีเดียวที่สามารถแก้ปัญหาระยะยาว และจะไม่ทำให้เกิดการระบาดระลอก 4, 5 และ 6 อีก
อย่างไรก็ดี ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อปีสูงถึงปีละ 8-9 แสนล้านบาท โดยในแต่ละปีภาคธุรกิจอสังหาฯ ชำระภาษีให้ภาครัฐสูงถึงปีละ มากกว่า 1 แสนล้านบาท ยังไม่รวมธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น
“สิ่งที่จะร้องขอรัฐอีกประการ คือ ถ้างานก่อสร้างที่รัฐเห็นว่ายังไม่ควรเปิด ก็ขอให้อนุญาตมีการให้คนงานซ่อมเก็บงานเพิ่มเติมได้ แต่ไม่ใช่เป็นการก่อสร้าง สำหรับบ้านและคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จแล้วเตรียมที่โอนจะให้ลูกค้า และมีการให้ลูกค้าเข้าตรวจห้องแล้ว อาจมีบางจุดที่ลูกค้าขอให้มีการแก้ไขงานบางจุด เล็กน้อย ซึ่งจะใช้คนงานเพียง 2-3 คนต่อหลัง หรือต่อหนึ่งห้องชุด โดยมองว่าคงไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อบานปลาย อีกทั้งเพื่อไม่ให้ทั้งอุตสาหกรรมอสังหาฯ และที่เกี่ยวเนื่องต้องล้มลง”
ทางด้านนายวสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ผลกระทบจากการปิดแคมป์คนงาน 30 วัน จะสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมก่อสร้างประมาณ 12,000 ล้านบาทต่อเดือน และหากยืดระยะเวลาการปิดแคมป์คนงานออกไปอีก ความเสียหายจะทวีคูณ ดังนั้นมองว่าทางแก้หลักๆ จะต้องเร่งฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะในเดือนก.ค. ที่วัคซีนจะเข้ามาจำนวนมาก และระดมฉีดให้ได้ 5% ของประชากร และหลังจากนั้นจะไปเพิ่มน้ำหนักการฉีดให้กลุ่มเสี่ยงเช่นแหล่งท่องเที่ยวหลัก และถ้าคิดว่าแคมป์คนงานเป็นจุดเสี่ยงภาครัฐก็ควรเพิ่มการฉีดวัคซีนตรงนี้ด้วย จะได้ไม่เกิดการปิดงานต่อเนื่อง เพราะภาคธุรกิจอสังหาฯ มีมูลค่ารวมปีละประมาณ 8-9 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ดังนั้นถ้าธุรกิจก่อสร้างไปต่อไม่ได้ จะกระทบให้การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในประเทศไปต่อไม่ได้
ขณะเดียวกันคำสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้างในครั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีการส่งเจ้าหน้าที่รัฐหลายภาคส่วนตั้งแต่ ทหาร ตำรวจ ไปถึงเจ้าหน้าที่เขต เข้าไปควบคุมดูแลไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานออกมานอกแคมป์ได้ ดังนั้นเมื่อมีการควบคุมแล้วพบว่า ไซต์ก่อสร้างใดปลอดผู้ติดเชื้อ แทนที่จะกักคนงานไว้เฉยๆ แล้วรัฐต้องมีการชดเชยเยียวยา ก็ปล่อยให้คนงานทำงานได้ รัฐจะได้ไม่ต้องมีภาระค่าเยียวยาตรงนี้ เพราะยังมีผลกระทบอื่นๆ จากการสั่งปิดแคมป์คนงาน 30 วัน ที่จะตามมาอีกมากที่รัฐจะต้องมีการเยียวยาเพิ่มเติมจากเงินเยียวยาแรงงาน ไม่ว่าจะวิศวกร หัวหน้างาน ที่ปรึกษาก่อสร้าง ซึ่งเหล่านี้ระดับเงินเดือนจะสูงมาก
อย่างไรก็ดี ต้องการให้รัฐบาลทบทวนการปิดแคมป์ก่อสร้างจาก 30 วัน เหลือ 15 วัน หลังผ่านการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อแล้วหากไม่พบผู้ติดเชื้อ อาจให้มีการพิจารณาเปิดให้ทำงานก่อสร้างได้ทันที โดยยังอยู่ภายใต้การควบคุมไม่ให้ออกจากแคมป์ในระยะหนึ่งก่อน ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบซึ่งจะนำไปสู่ภาระของรัฐบาลที่จะต้องออกมาตรการเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ ซึ่งมองว่าภาครัฐคงมีงบประมาณไม่มากพอ