นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างปรับโมเดลธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้รวมในปี 2567 ที่ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในปี 2564 เป็นปีแรกที่มีการปรับโครงสร้างและกลยุทธ์องค์กร เพื่อทำให้บริษัทกลับมาเติบโต แม้ว่าปัจจุบันจะมีปัจจัยกดดันต่อภาพรวมของธุรกิจเข้ามา แต่เชื่อมั่นว่าหากผ่านพ้นและคลี่คลายลงไป บริษัทมีความพร้อมที่จะเดินหน้ารุกธุรกิจอย่างเต็มที่เพื่อสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ขณะที่แผนการดำเนินงานในปี 2564 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงแพร่ระบาดต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 3 ทำให้บริษัทมีการปรับแผนเปิดโครงการใหม่ในปีนี้เหลือ 6 โครงการ มูลค่ารวม 9,600 ล้านบาท จากเดิมที่วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 8-9 โครงการ มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ได้เปิดไปแล้ว 1 โครงการบ้าน 365 แจ้งวัฒนะ-เมืองทอง มูลค่า 2,700 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลังเตรียมเปิดอีก 5 โครงการ มูลค่า 6,900 ล้านบาท ประกอบด้วยบ้านพักอาศัยแนวราบ 3 โครงการ มูลค่า 1,400 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมอีก 2 โครงการ มูลค่ารวม 5,500 ล้านบาท พร้อมกันนี้ ยังคงตั้งเป้าหมายการรับรู้รายปี 2564 ไว้ที่ 7,000 ล้านบาทตามแผนเดิมที่วางไว้ ส่วนยอดขายรวมปีนี้ยังคงไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท หลังครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัททำยอดขายได้แล้ว 4,170 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 41.70% ของเป้าหมายยอดขายที่วางไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งบริษัทโครงการสร้างเสร็จพร้อมขายทั้งคอนโดและบ้านแนวราบมูลค่ารวม 9,500 ล้านบาท ขณะที่มียอดขายรอโอนอยู่ที่ 2,700 ล้านบาท
“บริษัทได้เพิ่มกลยุทธ์การขายโดยนำเทคโนโลยี 3-D Virtual Interactive ให้ลูกค้าสามารถเข้าชมโครงการของบริษัทได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้นผ่าน 3-D Digital Platform โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาที่โครงการและเป็นส่วนหนึ่งในการลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งถือเป็นอีกก้าวของการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการขายอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น”
นายโอภาส กล่าวและว่าสำหรับ 5 โครงการที่เตรียมเปิดการขายในครึ่งหลัง ประกอบด้วยโครงการวิลล่า 168 แอท เวสท์เกท ซึ่งเป็นแบรนด์ใหม่สำหรับบ้านแนวราบที่ออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัว มีเพียง 20 หลัง บนทำเลย่านบางใหญ่ ใกล้แนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ มูลค่าโครงการ 226 ล้านบาท และอีก 2 โครงการบ้านแนวราบ ภายใต้ลุมพินี ทาวน์เพลส ลาดพร้าว 101-โพธิ์แก้ว มูลค่า 600 ล้านบาท และลุมพินี ทาวน์วิลล์ สายไหม 18-สะพานใหม่ มูลค่า 562 ล้านบาท ส่วน 2 โครงการคอนโดมิเนียม ประกอบด้วย ลุมพินี วิลล์ จรัญฯ-ไฟฉาย” มูลค่า 3,000 ล้านบาท และลุมพินี มิกซ์ นราธิวาส-รัชดามูลค่า 2,500 ล้านบาท
โดยจะทยอยเปิดตัวโครงการเมื่อสถานการณ์ล็อกดาวน์คลี่คลาย ยิ่งไปกว่านั้นหากสถานการณ์ การระบาดของโควิด-19 คลี่คลายได้เร็ว บริษัทอาจจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้น ที่เน้นตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นส่วนตัว และมาพร้อมกับเทคโนโลยี Smart Residence ด้วย