จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง เรื่องการเพิกถอนใบอนุญาต โครงการ แอชตัน อโศก มูลค่าโครงการกว่า 6,700 ล้านบาท ที่ดำเนินการโดย บริษัท อนันดา เอ็ม เอฟ เอเชีย อโศก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซี อินเวสเม้นท์ ไฟว์ ไพรเวท ลิมิเต็ด บริษัทในกลุ่มของบริษัท มิตซุย ฟูโดซัง จำกัด ประเทศญี่ปุ่น นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุด ตัวแทนเจ้าของร่วมและผู้พักอาศัย โครงการ แอชตัน อโศก ได้แถลงข่าวผ่าน เพจเฟซบุ๊ก ลูกบ้านแอชตันอโศก ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งศาลปกครอง ว่า ลูกบ้านได้รับแจ้งจาก ทาง บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้น จำกัด (มหาชน) ว่า คำพิพากษาดังกล่าว เป็นเพียงคำตัดสินของศาลปกครองกลางในศาลชั้นต้นเท่านั้น ยังไม่มีผลกระทบต่อการอยู่อาศัยของเจ้าของร่วมแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาลูกบ้านไม่เคยได้รับข้อมูลด้านความคืบหน้าทางคดีเลย กระทั่งได้รับข่าวจากการส่งต่อกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ลูกบ้านเกิดความตกใจอย่างมากว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งที่ลูกบ้านอยู่ร่วมกันในคอนโดฯ นี้มาเกือบ 2 ปีแล้ว และไม่รู้ว่าจากนี้จะอยู่ต่อไปอย่างไร

“ภายหลังจากที่เราได้อ่านข้อมูลต่างๆ มากขึ้น ทำให้พวกเรามาย้อนคิดว่า ก่อนที่จะซื้อคอนโดฯ แห่งนี้พวกเรามีข้อมูลว่าสิ่งก่อสร้างแห่งนี้ได้ผ่านการอนุญาตจากรัฐแล้วหลายหน่วยงาน การรายงานผล กระทบ สิ่งแวดล้อมก็ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าผ่านการอนุมัติไม่ง่ายต้องใช้เวลาเป็นปี เนื่องจากมีการพิจารณาด้วยความละเอียดอ่อนมาก ทำให้ลูกบ้านที่ซื้อโครงการนี้มีความมั่นใจมากขึ้น”

ตัวแทนลูกบ้านกล่าว และว่ายิ่งไปกว่านั้นลูกบ้านเกินครึ่งของโครงการนี้ยังได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับการออกโฉนดอาคารชุดจากกรมที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ลูกบ้านได้ผ่านทุกขั้นตอนตามกฏหมายที่ภาครัฐได้กำหนดให้ทุกประการ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกบ้านที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ครั้งหนึ่งในชีวิต แต่เมื่อได้รับข่าวการเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างจากศาลปกครองกลาง ทำให้รู้สึกตกใจและเสียใจว่า มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทางลูกบ้านได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลทั้งจากสื่อต่างๆ และจากการชี้แจงของทางอนันดาฯ ถึงการดำเนินการโครงการนี้ตั้งแต่เริ่มสร้างกระทั่งเปิดการขาย ได้ผ่านขั้นตอนทางกฎหมายมาอย่างถูกต้องทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการผ่านอนุมัติโครงการจาก 8 หน่วยงานราชการ และได้ใบอนุญาตทั้งหมด 9 ฉบับ รวมถึงผ่านการหารือข้อกฎหมายต่างๆ จาก 7 หน่วยงาน และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการถึง 5 คณะ ที่สำคัญโครงการนี้มีการร่วมทุนกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเคร่งครัดในเรื่องของกฎระเบียบมาก

ทั้งนี้ ลูกบ้านโครงการแอซตัน อโศก ต่างก็เล็งเห็นว่า ทางอนันดาฯ ได้ดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง เช่นเดียวกับที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์พึงปฏิบัติ แต่เหตุใดจึงมีการตัดสินย้อนหลัง ทั้งที่โครงการได้ผ่านการอนุมัติต่างๆ จนก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกบ้านเข้าอยู่อาศัยได้แล้วมากว่า 2 ปี

ในฐานะลูกบ้าน โครงการแอซตัน อโศก เคารพในคำตัดสินของศาลและกฎหมาย แต่จากข้อมูลที่ลูกบ้านได้รับผ่านทางสื่อมวลชน พบว่าปัญหาเกิดจากการตีความทางกฎหมายว่าชอบหรือไม่ชอบ และหากตีความในลักษณะเดียวกับโครงการนี้ ยังมีอีกถึง 13 โครงการ ซึ่งเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับรฟม. มีถึง 6 โครงการ ลูกบ้านจึงเห็นได้ว่าก่อนการสร้างทางอนันดาฯ มิได้มีการปฏิบัติโดยมิชอบแต่อย่างใด เพราะนอกจากจะผ่านหน่วยงานต่างๆ มากมายแล้ว ยังมีโครงการในลักษณะเดียวกันนี้อีกมาก ซึ่งหากใบอนุญาตที่สำคัญในโครงการต่างๆ ได้ถูกเพิกถอนเหมือนในกรณีเช่นเดียวกันนี้ คอนโดฯ ทุกรายย่อมได้รับผลกระทบในวงกว้าง

โดยจะเกิดคำถามตามมาอีกว่า ต่อจากนี้ประชาชนจะยังคงเชื่อถือใบอนุญาตจากหน่วยงานราชการที่ออกให้เจ้าของโครงการเพื่อมาประกอบการพิจารณาตัดสินใจซื้อห้องชุดในโครงการต่างๆ ได้อย่างไร ซึ่งแม้ว่าคดีนี้ยังอยู่ในศาลชั้นต้น แต่ลูกบ้านกว่า 1,000 ชีวิต ก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจเรียบร้อยแล้ว ไม่เท่านั้นยังกระทบด้านความมั่นคงในชีวิตตลอดจนผลกระทบทางการเงิน ซึ่งถือว่าได้รับผลกระทบมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในคดีความนี้เลย

“ลูกบ้านบางคนมีปัญหาจากสภาวะเศรษฐกิจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยังเคราะห์ซ้ำกรรมซัดยิ่งขึ้นไปอีก”

ตัวแทนลูกบ้านโครงการแอชตัน อโศก กล่าวและว่า แม้คดีจะยังไม่สิ้นสุดและไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะสิ้นสุดคดี แต่ปัญหาต่างๆ ได้กระทบกับลูกบ้านแล้ว 1. ลูกบ้านหลายท่านที่ได้ยื่นคำขอปรับโครงสร้างหนี้ หรือรีไฟแนนซ์กับธนาคารเจ้าหนี้ ได้ถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อใหม่ในทันที ด้วยเหตุผลว่า คอนโดฯ ซึ่งเป็นหลักประกันไม่มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากศาลปกครองกลาง ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้าง

2. ปัจจุบันคอนโดฯ นี้ถูกมองว่าเป็นคอนโดฯ เถื่อน ส่งผลกระทบกับลูกบ้านที่เก็บเงินซื้อคอนโดฯ มาทั้งชีวิตเพื่อจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกหลานในอนาคต หรือที่หนักกว่า คือ ลูกบ้านที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้ต้องตัดสินใจขายห้องต่อให้ผู้อื่น เพื่อนำเงินมารักษาสภาพคล่อง ก็ไม่สามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้ และ 3. ลูกบ้านชาวต่างชาติที่มาจากหลายประเทศก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นเดียวกันว่าคอนโดฯ จะถูกทุบทิ้งหรือไม่ และกลายเป็นหนี้ไปอีกหลายสิบปี ซึ่งผลกระทบจากกรณีจะสะท้อนกลับไปที่ความเชื่อมั่นในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเทศไทย ต่อภาพลักษณ์ด้านการลงทุน และภาพลักษณ์ต่อภาครัฐ ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่กล้าที่จะมาลงทุนในประเทศไทย หากเจอกับเหตุการณ์ ไม่คาดคิดเช่นนี้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ลูกบ้านคิดและกังวลในขณะนี้คือ การผ่อนชำระหนี้ให้ธนาคาร เพื่อซื้อโครงการนี้ในระยะ 30 ปี จะเป็นการสูญเปล่าหรือไม่ และค่าส่วนกลางจะเพียงพอในการแก้ไขปัญหาต่างๆ นี้ หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาลูกบ้านไม่ได้รับข้อมูลด้านความคืบหน้าทางคดีเลย กระทั่งมีข่าวออกมา ทำให้ลูกบ้านตัดสินใจร่วมกันในการว่าจ้างที่ปรึกษาทางกฏหมาย เพื่อเป็นตัวแทนในการรับฟังปัญหาและเป็นปากเป็นเสียงแทนลูกบ้าน ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และเงินค่าส่วนกลางที่ต้องจ่ายไปนั้นจะเป็นการสูญเปล่าหรือไม่ หากตึกต้องถูกทุบทิ้ง เงินที่ผ่อนไปจะเป็นการผ่อนฟรีหรือไม่

ท้ายที่สุดลูกบ้านโครงการแอชตัน อโศก ที่ได้รับผลกระทบ อยากวิงวอนสังคมและหน่วยงานรัฐ พร้อมตั้งคำถามว่า 1. จากเหตุการณ์นี้ฝ่ายใดจะเข้ามาเยียวยาและช่วยเหลือลูกบ้านกว่า 1,000 คน ทั้งในระยะสั้น เช่น กรณีมีการขอปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคาร และความเชื่อมั่นในการพักอยู่อาศัย ส่วนระยะยาวในเรื่องคดีความต่างๆ และ 2.ในฐานะประชาชน อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น โดยศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างและอาคารต้องถูกทุบทิ้ง ถึงเวลานั้นจะมีฝ่ายใดรับผิดชอบ จะเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือ อนันดา เนื่องจากลูกบ้านมีข้อกังวลใจว่า บริษัท อนันดา เอ็ม เอฟ เอเชีย อโศก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างอนันดา กับ ญี่ปุ่น จะยังอยู่เยียวยาลูกบ้านหรือไม่ เนื่องจากระหว่างนั้นอาจมีการปิดกิจการเกิดขึ้น ขณะเดียวกันระหว่างที่คดีความยังไม่สิ้นสุด ทางบริษัทดังกล่าวจะมีการตั้งสำรองหนี้ เผื่อไว้ให้ลูกบ้านในกรณีที่ได้รับความเสียหายจากคำตัดสินของศาลฯ หรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบงบการเงินของ บริษัทอนันดาฯ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็ไม่มีการตั้งสำรองหนี้ในส่วนนี้ไว้

“ในฐานะผู้บริโภคที่หากินอย่างสุจริต ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา ก็อดไม่ได้ที่จะคิดเผื่อไปถึงอนาคตข้างหน้า”

“พวกเราเคารพในคำตัดสินของศาลชั้นต้น เคารพกฎหมายและความถูกต้องซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ท้ายที่สุดแล้วหากคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดมีความเห็นว่าไม่ชอบ และส่งผลกระทบให้ต้องมีการรื้อถอนอาคารเกิดขึ้น เราก็เคารพกฎหมายเช่นเดียวกับที่เราก็ในฐานะผู้บริโภคก็ซื้อคอนโดฯ แห่งนี้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยได้ผ่านขั้นตอนเสียภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ ให้กับรัฐอย่างถูกต้อง โดยมีหน่วยงานของรัฐเห็นชอบด้วย แต่ลูกบ้านอยากเพียงแค่วอนให้หน่วยงานที่เราเคารพและยึดมั่น ช่วยพิจารณาถึงผลกระทบ และช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม จากผลกระทบต่างๆ ที่ได้รับแล้วและอาจได้รับในอนาคต” ตัวแทนลูกบ้านโครงการแอชตัน อโศก กล่าวในที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน