นายธงชัย บุศราพันธ์ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกสิ้นสุด ณ 30 มิ.ย. 2564 บริษัทมีรายได้และกำไรสุทธิ 4,915 และ 786 ล้านบาท ตามลำดับเพิ่มขึ้น 22% และ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว จากการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและโครงการบ้านที่ก่อสร้างแล้วเสร็จจากลูกค้าคนไทยและต่างประเทศ รวมถึงเป็นผลจากการโอนยอดขายรอโอน และจากยอดขายโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ เช่น โครงการนิว โนเบิล แจ้งวัฒนะ โครงการโนเบิล บี33 สุขุมวิท โครงการโนเบิล เพลินจิต โครงการโนเบิล บี19 สุขุมวิท โครงการโนเบิล อราวน์ สุขุมวิท 33 โครงการโนเบิล แอมเบียนส์ สุขุมวิท 42 และโครงการโนเบิล เกเบิล วัชรพล เป็นต้น

ด้านยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 4,265 ล้านบาท โดยกว่า 2,500 ล้านบาท เป็นยอดขายมาจากโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ และอีกกว่า 1,700 ล้านบาท โดยหลักมาจากยอดการเปิดตัว 2 โครงการใหม่ ประกอบด้วยโครงการโนเบิล ฟอร์ม ทองหล่อ และโครงการนิว โนเบิล เซ็นเตอร์ บางนา รวมถึงประสบความสำเร็จในการออกแคมเปญ LAST PIECE, LAST PRICE สำหรับ 5 โครงการพร้อมอยู่ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2564 ที่ผ่านมา ขณะที่ยอดขายจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ในช่วงครึ่งปีแรกยังคงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้จากส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 40% ของยอดขายรวมจากทุก ผู้ประกอบการในการขายคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยเฉพาะประเทศจีน

ขณะที่ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 บริษัทมีรายได้รวม 2,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 302 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นผลมาจากแรงกดดันจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะที่มียอดขายรอโอน ณ สิ้นไตรมาส 2 ประมาณ 11,800 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถทยอยรับรู้ภายใน 3 ปีข้างหน้า

ส่วนกลยุทธ์การดำเนินงานบริษัทจะยังคงเน้นพัฒนาโครงการบ้านแนวราบรวมถึงคอนโดมิเนียมไม่เกิน 8 ชั้นเพื่อขยายพอร์ตให้มีสินค้ากระจายและครอบคลุมมากขึ้น อีกทั้งการพัฒนาโครงการในลักษณะดังกล่าว จะช่วยให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้เร็วขึ้น เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างน้อยลง โดยวางเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนของการพัฒนาโครงการแนวราบในพอร์ตเป็นประมาณ 30% จากปัจจุบันที่มี 10% ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีโครงการพร้อมเปิดตัวทั้งแนบราบและคอนโดมิเนียมกว่า 10 โครงการ โดยมีแผนจะพัฒนาโครงการแนวราบหลากหลายทำเล อาทิ ถนนดอนเมือง, ถนนเอกมัย รามอินทรา, ถนนราชพฤกษ์, ถนนศรีนครินทร์ เป็นต้น

สำหรับความคืบหน้าการลงทุนในสหราชอาณาจักร ล่าสุดบริษัทได้ปิดดีลการซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์แล้ว 2 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 300 ล้านบาท ในเมืองแมนเชสเตอร์ และในชานเมืองลอนดอน โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลกิจการ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยใช้จุดแข็งของบริษัทที่มีเครือข่ายในต่างประเทศรวมถึงการมีฐานลูกค้าต่างชาติที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันบริษัทยังมีดีลลงทุนซื้ออีก 2-3 โครงการในต่างประเทศ มูลค่ารวม 1,800 ล้านบาท โดยวางเป้าหมายการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักรในช่วง 3 ปีจากนี้ จะใช้งบลงทุนรวมประมาณ 250 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (ซึ่งบริษัทจะลงทุนตามสัดส่วน 45% ต่อโครงการ) โดยในปีแรกคาดจะใช้งบลงทุน 25 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง หรือประมาณ 1,100 ล้านบาท และคาดว่าภายใน 3 ปี บริษัทจะมีส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในสัดส่วน 15%-20% ของกำไรสุทธิรวม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน