นายธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือเอฟพีที เปิดเผยความคืบหน้าการออกแบบปรับปรุงโครงการมิกซ์ยูส ภายใต้โครงการ สีลมเอจ (Silom Edge) บริเวณหัวมุมถนนสีลม-พระราม 4 มูลค่า 1,800 ล้านบาท ซึ่งเดิมเป็นอาคารสีลมเซ็นเตอร์ หรือโรบิสัน สีลม โดยบริษัทได้สิทธิการเช่าจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ระยะเวลา 30 ปี นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ล่าสุดได้พัฒนาปรับปรุงคืบหน้ากว่า 65% และแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในเดือนก.ย. 2565
โครงการประกอบด้วยพื้นที่สำนักงานตั้งแต่ชั้น 10-21 พื้นที่รวม 12,000 ตร.ม. ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ศูนย์การค้าที่เปิดให้บริการถึงเที่ยงคืน และเมื่อรวมกับพื้นที่ค้าปลีกขนาดเล็กๆ แล้วอยู่ที่ประมาณ 10,000 ตร.ม. ซึ่งทั้งหมดพัฒนาภายใต้แนวคิด “The new sandbox community in CBD” ที่ปฎิวัติรูปแบบการพัฒนาอาคารแบบเดิมๆ เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิตอล กลุ่มธุรกิจ สตาร์ตอัพและแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่มีการเติบโตทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดด

ในขณะที่อัตราค่าเช่าพื้นที่สำนักงานต่ำกว่าในย่านเดียวกัน 30% หรืออยู่ที่ราว 750-800 บาท/ตร.ม. อีกทั้งในโครงการนี้ ยังรองรับการชำระเงินด้วยเงินดิจิตอลหรือคริปโตในทุกสกุลเงินด้วย และการทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางออนไลน์
“เราต้องการเปลี่ยนถนนสีลมจากเดิมเสมือนเป็นถนนแห่งการลงทุนหรือวอลล์สตรีต ให้เป็น ซิลิคอน วัลเลย์เมืองไทย เพื่อสร้างนักพัฒนานวัตกรรมหน้าใหม่เข้าสู่วงการธุรกิจ โดยเฉพาะสถานการณ์ โควิด-19 ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ทำให้ผู้ประกอบการออนไลน์เริ่มเห็นความจำเป็นในการขยายช่องทางการเข้าถึงลูกค้าบนโลกออฟไลน์ ดังนั้น การมีออฟฟิศ หรือร้านค้าบนทำเลใจกลางกรุงเทพฯ ที่เดินทางสะดวก จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้”
นายธนพล กล่าวว่า นอกจากศักยภาพของที่ตั้งโครงการที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าทั้งบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดิน ทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็วแล้ว ยังมีสะพานลอยเชื่อมเข้าสู่ตัวอาคารรวมถึงยังมีสะพานเชื่อมเข้าสู่อาคารโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในปัจจุบัน ซึ่งบริษัทมีแผนปรับปรุงพัฒนาให้มีความเป็นย่านและกลมกลืนไปกับอาคารแวดล้อมโดยรวมด้วย ขณะที่คาดว่าจะมีรายได้ค่าเช่าจากโครงการสีลมเอจ 300 ล้านบาท/ปี
อย่างไรก็ดี แม้ช่วงที่ผ่านมาเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ภาพรวมธุรกิจอื่นๆ ของบริษัทยังคงเติบโตได้ดี โดยกลุ่มสำนักงานเช่ายังมีผู้เช่าเฉลี่ยที่ 90% ทั้งในส่วนของอาคารสามย่านมิตรทาวน์ และอาคารเอฟวายไอเซ็นเตอร์ เป็นต้น ส่วนกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลอยู่บ้าง ขณะที่ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบ ที่ผ่านมาตลาดยังมีความต้องการซื้อเพียงแต่ธนาคารยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่วนธุรกิจคลังสินค้าให้เช่ายังเป็นที่ต้องการโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ