นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัท เอดับบลิวซี บาย ริเวอร์ฟรอนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ลงนาม กับ บริษัท หวั่งหลี จำกัด เพื่อเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโครงการ “ล้ง 1919” ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้ามกับตลาดน้อย

โดยมีเนื้อที่เช่ารวม 8 ไร่กว่า บริเวณถ.เชียงใหม่ เขตคลองสาน กรุงเทพฯ สัญญาเช่า 64 ปีเศษ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน รวม 3,436 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าเช่า 1,269.2 ล้านบาท และเงินลงทุนก่อสร้าง 2,166.8 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการสำหรับตอบโจทย์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบของไทย ภายใต้ “The Integrated Wellness Destination” ริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของคนรักสุขภาพ

ซึ่งจะเชื่อมโยงกับโครงการอื่นๆ ของ AWC ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในหลายพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ อาทิ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟร้อนท์ อาคารอีสต์ เอเชียทีค ถ.เจริญกรุง 40 ที่ดินบริเวณถนนทรงวาด เรื่อยไปถึงที่ดินบริเวณ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ตลอดจน โรงแรมในจ.เชียงใหม่ และ เชียงราย ซึ่งบริษัทมีโรงแรมให้บริการอยู่

สอดคล้องกับแนวคิด “The River Journey” ประสบการณ์ท่องเที่ยวริมน้ำที่สำคัญของประเทศไทย และตอบโจทย์แนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงเวลเนสไลฟ์สไตล์ในอนาคต โดยอาศัยจุดแข็งของประเทศที่มีเรื่องสาธารณสุข และมีการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

นางวัลภา กล่าวว่า ในส่วนของแผนการพัฒนาพื้นที่ ล้ง 1919 บริษัทจะยังคงอาคารหลังเก่าและศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว อายุกว่า 200 ปีไว้ พร้อมกับมีการออกแบบอาคารโรงแรมขนาด 82 ห้อง ภายใต้การบริหารของ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เช่นเดียวกับอาคารพักอาศัยภายใต้โครงการล้ง 1919 เดอะ ทาวเวอร์ เรสซิเดนซ์ คอนโดมิเนียม ที่บริหารจัดการโดยเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน พักอาศัย โดยมีห้องชุดรวม 56 ยูนิต ขนาดห้องประมาณ 200 ตร.ม.

ซึ่งบริษัทจะขายพร้อมบริการด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันจะมีการเช่ากลับมาเพื่อบริหารเป็นห้องพักสำหรับให้บริการที่พักและสุขภาพแบบองค์รวมด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบไปพร้อมกับโครงการบริเวณถนนทรงวาด ที่บริษัทจะมีการซื้อจากกลุ่มทีซีซี โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 2569

นางวัลภา ยังกล่าวถึงภาพรวมธุรกิจโรงแรม เนื่องจากประเทศไทยมี domestic demand เป็นหนึ่งในจุดแข็ง ทำให้อัตราการเข้าพักโรงแรมโดยรวมของ AWC ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.นี้ รวมถึงหลังเปิดประเทศมียอดจองห้องพักจากต่างชาติ ซึ่งกลุ่มธุรกิจ และ กลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) ยังคงเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เดินทางมา ทำให้อัตราการจองห้องพักอยู่ในระดับ 70-80% แล้ว ในขณะที่นักท่องเที่ยวแบบเดินทางเป็นหมู่คณะหรือกรุ๊ปทัวร์ ยังต้องใช้เวลา เช่นเดียวกับกลุ่มประชุมสัมมนา ซึ่งต้องมีการวางแผน้ป็นปี ทำให้เชื่อว่ากว่าที่ตลาดท่องเที่ยวจะกลับมาเป็นปกติคาดว่าจะเป็นปี 2566-2568

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน