นายชาคริต ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป (พรีคาสท์) ด้วยระบบอัตโนมัติ ที่ใช้สำหรับงานก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าทิศทางธุรกิจไตรมาส 4 ปีนี้ ส่งสัญญาณบวกมากขึ้นหลังเปิดประเทศ จากปัจจัยหนุนและแนวโน้มการเติบโต อีกทั้งการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัท ทำให้มั่นใจว่าผลประกอบการบริษัทในปี 2564 จะเติบโตได้มากกว่า 35% มากกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้ 30%
ภาครัฐออกมาตรการปลดล็อกแอลทีวี สามารถกระตุ้นตลาดอสังหาฯ เห็นได้จากผู้ประกอบการรายใหญ่ปรับแผนการลงทุนโครงการใหม่ให้เร็วขึ้นเพื่อรองรับกำลังซื้อผู้บริโภคที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการแข่งขันของผู้ประกอบการในปัจจุบันจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ลดต้นทุนการก่อสร้าง ลดจำนวนแรงงาน บริหารความเสี่ยง ลดเวลาการก่อสร้าง รวมถึงใช้วัสดุที่ทำให้การก่อสร้างเสร็จเร็วมากขึ้น

ซึ่งพรีคาสท์เป็นเทคโนโลยีก่อสร้างที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ โดยจะเห็นได้จากโครงการคอนโดมี ที่นำระบบพรีคาสท์ไปใช้ 100% ช่วยให้ลูกค้าใช้ระยะเวลาก่อสร้างไม่รวมตกแต่งภายใน 45-60 วัน รวมถึงโครงการไบรตัน อมตะ ศุขประยูร เป็นทาวน์โฮม ตลอดจนงานก่อสร้างโรงงานในภาคตะวันออก ซึ่งก็ใช้พรีคาสท์ของบริษัท ทำให้ลดระยะเวลาก่อสร้างเหลือเพียง 5 เดือน นอกจากนี้ ฐานลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการอสังหาฯ รายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น แสนสิริ, ศุภาลัย, บริทาเนีย, สัมมากร, พร็อพ เพอร์ตี้ เพอร์เฟค และ เฟรเซอร์ เป็นต้น
โดยในไตรมาส 4 นี้ต่อเนื่องไตรมาส 1 ปีหน้า บริษัทรับงานใหม่เพิ่มขึ้นอีก 9 โครงการ ทั้งแนวราบ – แนวสูง มูลค่ารวมกว่า 99 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันมีมูลค่างานในมือ 1,192 ล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ถึงปร 2566 นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้ารายใหม่ อาทิ โรงแรม คอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้า และกลุ่มลูกค้าพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปช่วงต้นปีหน้า พร้อมกับแผนขยายกำลังการผลิตในพื้นที่โรงงานเดิมภายใต้งบลงทุน 500 ล้านบาท จากปัจจุบันที่โรงงานเดิมมีกำลังการผลิตที่ 7.2 แสนตร.ม. และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 62% ณ ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา

สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2564 บริษัทมีรายได้รวม 220.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและมีกำไรสุทธิที่ 20.19 ล้านบาท โดยพลิกจากขาดทุนสุทธิ 54,000 บาท ในช่วงเดียวกันปีก่อน หรือมีกำไรสุทธิเติบโตมากกว่ากำไรทั้งปี 2563 เนื่องจากมีฐานกำไรในระดับต่ำ ส่วนหนึ่งจากลูกค้าของบริษัทได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้คำสั่งซื้อของบริษัทลดลง โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับปกติในช่วงไตรมาส 4/2563 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประกอบกับในช่วงไตรมาส 3/2564 บริษัทมีค่าใช้จ่ายจากการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 2.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว โดยหากดูเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ระดับ 6.2 ล้านบาท ถือว่าเติบโตเพิ่มขึ้นจำนวน 7.59 ล้านบาท