นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 คอนโดมิเนียม และบ้านจัดสรรแนวราบเปิดตัวใหม่น้อยที่สุดในรอบ 10 ปี แต่ในแง่ยอดขายเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรเพิ่มขึ้นจากปี 2563 อย่างชัดเจน ส่วนคอนโดมิเนียมยอดขายใกล้เคียงกับปี 2563
ในขณะที่ผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมาของบริษัทพบว่ารายได้สูงสุดทุบสถิติตั้งแต่เปิดบริษัทมา และสูงกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายเดิมที่บริษัทวางไว้ ส่วนยอดขายรวมปีที่ผ่านมาทำได้ถึง 3.1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายในประเทศ 2.4 หมื่นล้านบาท และยอดขายจากโครงการร่วมทุนในต่างประเทศ 7 พันล้านบาท
ด้านมุมมองทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยปี 2565 จากหลายปัจจัยลบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประชากรไทย 70 ล้านคนไม่ค่อยเพิ่มขึ้น โดยผู้สูงอายุ มีอายุยาวขึ้นส่วนอัตราการเกิดน้อยลง ทำให้ที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด ขณะที่ผู้บริโภครายได้ปานกลาง-น้อย และเจ้าของร้านเอสเอ็มอีที่มีระดับรายได้ต่อเดือน 30,000 บาทลงมา ยังต้องเผชิญกับหนี้ครัวเรือนสูง ส่งผลให้ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยกู้ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด
ส่วนราคาที่ดินยังสูงขึ้น ค่าก่อสร้างสูงขึ้น จากราคาเหล็กที่แพงขึ้น 30% เช่นเดียวกับปูนซิเมนต์ ซึ่งกระทบจากค่าขนส่งที่แพงขึ้นจากน้ำมันที่ปรับตัว อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยบวก คือ ดอกเบี้ยต่ำ ที่ยังสนับสนุนให้คนซื้อบ้านได้
โดยจากปัจจัยต่างๆ สะท้อนมาที่ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยปีนี้ บ้านราคาสูงขึ้น บ้านจัดสรรจะเน้นแนวสูง 3-4 ชั้นมากขึ้น รวมถึงจะขยายไปหัวเมืองต่างจังหวัดมากขึ้น เนื่องจากราคาบ้านจะถูกลงกว่าในกรุงเทพฯ ประมาณ 5 แสนบาท ในขณะที่มีการขยายตัวของเมืองมากขึ้นทั้งสนามบิน รถไฟฟ้า ศูนย์การค้า และทำให้มีแหล่งงานมากขึ้น รวมถึงจะมีการเปิดตัวบ้านจัดสรรตากอากาศ สำหรับผู้สูงวัยมากขึ้น ที่สำคัญเฉพาะคอนโดมิเนียมในระยะ 5 ปีข้างหน้า ที่จอดรถจะเป็นตัวแปรสำคัญ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเนื่องจากมีรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามา และรถยนต์ไร้คนขับ ทำให้ไม่จำเป็นต้องซื้อรถอีกต่อไป
ส่วนทิศทางของศุภาลัยในปี 2565 ตั้งเป้าหมายยอดขายในประเทศ 2.8 หมื่นล้านบาท และรายได้ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท โดยมีแผนเปิดตัว 34 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้จะให้นำหนักไปที่บ้านแนวราบในต่างหวัดถึง 18 โครงการ ซึ่งจะมี 5 จังหวัดใหม่ ลำพูน นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ประจวบคีรีขันธ์ และนครปฐม จากล่าสุดขยายไปแล้ว 24 จังหวัดทั่วประเทศ และในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะขยายครบ 30 จังหวัด ซึ่งมากที่สุดเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการอสังหาฯ ในไทย อีกทั้งจะมีโครงการบ้านราคาสูง 20-40 ล้านบาทมากขึ้นด้วย ขณะที่จะคอนโดมิเนียมเปิดใหม่จะมี 3 โครงการ
นอกจากนี้ จะขยายต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ออสเตรเลีย ซึ่งปีนี้ก็ขยายเพิ่มอีกจาก 11 โครงการเป็น 13 โครงการ และยังขยายในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนอย่าง เวียดนาม ฟิลลิปปินส์ และ มาเลเซีย ซึ่งใกล้ประเทศไทย และเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็ว ประกอบกับอัตราการเกิดของประชากรยังสูง ซึ่งปัจจัยที่เป็นข้อได้เปรียบทางการลงทุนได้ มาจากมาจากการที่บริษัทมีต้นทุนทางการเงินที่ค่อนข้างต่ำ โดยที่บริษัทยังวางงบซื้อที่ดินปีนี้ไว้ที่ 8 พันล้านบาท