นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ปี 2565 ในแง่ราคายังไม่ขยับขึ้น เนื่องจากยังมีสต๊อกบ้านและคอนโดมิเนียม สร้างเสร็จรอขายในบางทำเลเป็นตัวกดดัน ประกอบกับต้นทุนการพัฒนาโครงการยังปรับขึ้นไม่มากไม่ว่าจะดอกเบี้ย น้ำมัน ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถแบกรับภาระได้

ส่วนราคาที่ดินแม้จะเป็นการซื้อที่ดินแปลงใหม่ก็ตาม ราคายังสมเหตุสมผล เนื่องจากถูกกดดันจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ในปีนี้รัฐบาลเตรียมเก็บเต็มจำนวน ทำให้เจ้าของที่ดินต่างเร่งระบายที่ดินออกมาจำนวนมาก ส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่มองหาที่อยู่อาศัยในปีนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการก็ยังมีแคมเปญโปรโมชั่นเพื่อเร่งระบายสต๊อก

ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยเชื่อว่ายังทรงตัวถึงสิ้นปี ส่วนหนี้ครัวเรือนก็คาดว่าจะไม่สูงไปกว่านี้ เนื่องจากสถานการณ์โควิดน่าจะใกล้สิ้นสุดการระบาดและประเทศจะเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลับมา รวมถึงไม่กังวลปัญหาการเมืองไทย ไม่ว่าฝ่ายใดจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็ต้องเร่งอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทำให้แผนการดำเนินงานของบริษัทปี 2565 เตรียมเปิด 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 12,400 ล้านบาท แบ่งเป็น 5 โครงการคอนโดมิเนียม 7,550 ล้านบาท เน้นตลาด 2-3 ล้านบาท ตอบรับฐานลูกค้าที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง และกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่าบางส่วน โดยเฉพาะแคมปัสคอนโด ใกล้มหาวิทยาลัย ซึ่งปีนี้จะมีโครงการเคฟ ซีด เกษตร ติดบีทีเอส สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรฯ รวมถึงโครงการแอทโมซ คาแนล รังสิต, แอทโมซ โอเอซิส อ่อนนุช ราคาเริ่มต้น 1 ล้านบาทเศษ แอทโมซ โฟลว์ มีนบุรี เริ่มต้น 1 ล้านบาทเศษ และแอทโมซ พอร์ตเทรด ศรีสมาน เริ่มต้น 1 ล้านบาทเศษเช่นกัน

ส่วนอีก 2 โครงการเป็นบ้านแนวราบ ประกอบด้วย เอสต้า รังสิต คลอง 2 บ้านเดี่ยวราคาเริ่มต้น 3 ล้านบาท พร้อมคลับเฮาส์ขนาดใหญ่ มูลค่ารวม 680 ล้านบาท และ โครงการดิ ออเนอร์ โยธินพัฒนา บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ราคา 29-50 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 4.17 พันล้านบาท

รวมถึงปีนี้บริษัทตั้งงบ 200 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม เนื่องจากมองเห็นโอกาสการเติบโตและยังเป็นการวางโครงสร้างรายได้จากธุรกิจที่นอกเหนืออสังหาฯ ในระยะยาวต้องการสัดส่วนรายได้ 5-10% ของรายได้รวม

ในขณะที่ปีนี้ยังมีการลงทุนศูนย์การค้าชุมชนเพิ่มเป็นแห่งที่ 3 บนทำเลถนนมีนบุรี ใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู และจะเปิดให้บริการในปีหน้า งบลงทุน 400-500 ล้านบาท และคาดว่าจะคืนทุนภายใน 7-8 ปี อีกทั้งยังจะทำให้บริษัทมีรายได้ประจำเพิ่มขึ้นเป็น 30-50 ล้านบาทในระยะ 2 ปีข้างหน้า

“การขยายธุรกิจใหม่ในรอบนี้ของบริษัท เพราะมองว่าปัจจุบันการมีอาชีพเดียวไม่น่าจะปลอดภัย และการมี 2-3 อาชีพ ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป ซึ่งไม่ใช่เป็นงานฟรีแลนซ์หรืองานฝิ่น แต่ยังถือว่าเป็นความสามารถพิเศษของบริษัทหรือบุคคลนั้นมากกว่า โดยในส่วนเงินลงทุนบริษัทยังมีเงินกว่า 2 พันล้านบาท จากการขายหุ้นช่วงเข้าตลาดหลักทรัพย์ และเงินจากการขายหุ้นกู้ 1 พันล้านบาท เพียงพอในการขยายการลงทุนและซื้อกิจการที่มีศักยภาพอีกมาก”

รวมถึงเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทได้ร่วมเป็นพันธมิตรในการเปิดตัวเหรียญ Popcoin ซึ่งเป็น Smart Marketing Platform Entertainmerce ที่เกิดจากความร่วมมือของ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน), บริษัท โฟร์ท แอปเปิ้ล จํากัด และ บริษัท ฟิวเจอร์คอมเพเทเร่ จำกัด เตรียมต่อยอดโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน ซึ่งจะมีการเปิดตัวในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ดี บริษัทวางเผ้าหมายยอดขายปีนี้ที่ 10,000 ล้านบาท และ ยอดรับรู้รายได้ที่ 6,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมียอดขายรอนับรู้รายได้อยู่ที่กว่า 7,000 ล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน