นายแสนผิน สุขี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2565 ยังเป็นอีกปีที่ท้าทาย เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี แต่กิจกรรมการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ยังมีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สภาพปัญหาด้านการลงทุนพัฒนาโครงการยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ทั้งต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่กระทบจากค่าขนส่งที่แพงขึ้น อีกทั้งค่าแรงงานราคาสูงขึ้น และยังมีแนวโน้มขาดแคลนด้วย
ขณะที่รายได้ของผู้บริโภคลดลง ทำให้การขอสินเชื่อธนาคารทำได้ยากขึ้น และเกิดการแข่งขันแย่งชิงลูกค้าระหว่างผู้ประกอบการกันเอง ซึ่งปัจจัยเดียวที่จะช่วยให้ภาพโดยรวมดีขึ้นคือสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย
อย่างไรก็ดี ในส่วนของบริษัทซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย โดยในปีนี้ยังคงเดินหน้าเปิด 25 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 29,500 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ปรับกลยุทธ์ใหม่ด้วยการขยายตลาดบ้านเดี่ยวระดับบนภายใต้โครงการแกรนดิโอ และ เดอะ แกรนด์ วิภาวดี 60 พร้อมปรับแบบบ้านใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้ามีต้องการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย
รวมถึงปีนี้ได้ขยายโครงการในต่างจังหวัดเพิ่มไม่ว่าจะเป็น นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และเป้าหมายต่อไปคือ จังหวัดที่มีนิคมอุตสาหกรรม อย่างระยอง พร้อมกับเริ่มปรับสินค้าจากทาวน์เฮาส์ เป็นบ้านเดี่ยว และบ้านแฝดเพิ่มขึ้น จากเดิมเปิดทาวน์เฮาส์เป็นส่วนใหญ่
ส่วนแผนพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม คาดว่าจะเปิดขายได้ในปีหน้า โดยเน้น 3-5 ล้านบาท ทำเลใจกลางกรุงเทพฯ แต่ขยับเข้าไปในซอย รองรับกลุ่มลูกค้า เจน X และ Y (อายุระหว่าง 20-50 ปี) ซึ่งจะมีบทบาททั้งแรงงาน และการบริโภคมากที่สุดในช่วง 10 ปีจากนี้
โดยปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากยอดขายใน 62 โครงการปัจจุบัน และ 25 โครงการใหม่ ประกอบด้วย ทาวน์โฮม 10 โครงการ, นีโอ โฮม บ้านแฝด 2 โครงการ, บ้านเดี่ยว 10 โครงการ และ โครงการต่างจังหวัด 3 โครงการ พร้อมกับพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ HOME+ (โฮมพลัส) ที่เสมือนมีผู้ช่วยเรื่องบ้านที่อยู่ใกล้ตัวตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชั่นพิเศษสะสมคะแนน เพื่อแลกสิทธิพิเศษ ของรางวัลและส่วนลดต่างๆ โดยสามารถใช้ได้ทั้งลูกบ้านและประชาชนทั่วไป