นายอภิชาติ เกษมกุลศิริ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากมีโครงการลุมพินี เพลส เตาปูน อินเตอร์เชนจ์ มูลค่า 2,000 ล้านบาท ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าตั้งแต่เดือนมี.ค.ราว 1,000 ล้านบาท
ขณะที่ ณ สิ้นปี 2564 บริษัทมียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่ง 90% จะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ รวมถึงยังมีโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการบ้านแนวราบพร้อมขายในปีนี้อีกประมาณ 10,000 ล้านบาท สำหรับรองรับการขายและรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องในปีนี้
อย่างไรก็ดี ในส่วนของยอดขายในช่วงไตรมาส 1 ทำได้ 2,000 ล้านบาท ใกล้เคียงช่วงเดียวกันปีก่อน และคิดเป็นกว่า 15% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่วางไว้ 13,000 ล้านบาท ส่วนในไตรมาส 2 ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากการรับรู้รายได้จากโครงการที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จเพิ่มอีกโครงการ คือ ลุมพินี ซีเล็คเต็ด จรัญฯ 65-สิรินธร สเตชั่น มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทมียอดขายแล้ว 30%
ทั้งนี้ ตามแผนธุรกิจในปีนี้ บริษัทจะมีเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่รวม 5 โครงการ มูลค่ารวม 7,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มทยอยเปิดการขายตั้งแต่ไตรมาส 2 นี้ รวมถึงจะมีการโครงการบ้านแนวราบระดับราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท 10 โครงการ มูลค่ารวม 3,300 ล้านบาท และบ้านราคาเกิน 10 ล้านบาท อีก 1 โครงการ มูลค่า 700 ล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนจะผลักดันบริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (แอลพีพี) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจบริหารนิติบุคคลอาคารชุดพักอาศัย และบ้านจัดสรร ตลอดจนอาคารเชิงพาณิชย์ทั้งอาคารสำนักงาน โรงแรม ศูนย์การค้าและโรงงาน คลังสินค้า เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กลางปีหน้า เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจของแอลพีพี ซึ่งจากการศึกษาพบว่าตลาดการให้บริการบริหารจัดการอาคารทั่วประเทศ จะมีมูลค่าตลาดรวมไม่น้อยกว่า 40,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตปีละไม่น้อยกว่า 10%
อีกทั้งบริษัทประเมินหลัง แอลพีพี เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ราว 3 พันล้านบาท ภายใต้เป้าหมายรายได้ปีนี้ที่ 1,200 ล้านบาท เติบโตจาก 850 ล้านบาทในปีที่แล้ว และภายในปี 2569 รายได้จะอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยหนุนให้มาร์เก็ตแคปของแอล.พี.เอ็น.ฯ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ เพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านบาท จาก ณ สิ้นปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 7 พันล้านบาท