นายสุนทร สถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าราคาวัสดุก่อสร้างคิดเป็น 1 ใน 3 ของต้นทุนการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ปัจจุบันราคาวัสดุก่อสร้างโดยรวมได้ปรับขึ้นไปแล้ว 8-9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยในส่วนของบริษัทเอง มีการบริหารต้นทุนโดยการทำสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาเพื่อล็อกราคาต้นทุนเดิมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อรองรับสำหรับการเตรียมเปิดตัว 3 โครงการใหม่ในปี 2565 นี้ มูลค่ารวมกว่า 3,306 ล้านบาท
ประกอบด้วยโครงการ เดอะ คราวน์ เรสซิเดนท์เซส คอนโดมิเนียม 32 ชั้น ระดับลักชัวรี่ ห้องชุดรวม 183 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 2,016 ล้านบาท บนทำเลถนนพระราม 4 เยี้องโครงการวัน แบงค็อก ถ.วิทยุ ขนาดห้องชุดเริ่มที่ 30-100 ตร.ม. ราคาเริ่มที่ 6-20 ล้านบาท หรือราคาต่อตร.ม. 250,000 บาท โดยในวันที่ 12 พ.ค.นี้ จะเปิดให้ชมห้องตัวอย่าง ก่อนที่จะเปิดการขายในเดือนมิ.ย.นี้
ส่วนอีก 2 โครงการเป็นบ้านแนวราบ ได้แก่โครงการ ดิ อิเธอร์นิตี้ โกร์ฟ สายไหม-พหลฯ โครงการบ้านสไตล์ใหม่มาพร้อมที่จอดรถ 3 คัน จำนวนรวม 92 ยูนิต มูลค่าโครงการ 560 ล้านบาท โดย 3 กม.จากรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งสถานีคูคต และสถานี กม.25 ราคาเริ่มต้น 5.9 ล้านบาท มีกำหนดเปิดขายในเดือนก.ค.นี้
และโครงการ ดิ อิเธอร์นิตี้ พระราม 9-วงแหวน บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่ บริเวณถนนพระราม 9 – วงแหวน จำรวน 70 ยูนิต มูลค่าโครงการ 730 ล้านบาท ในราคาเริ่มต้น 9 ล้านบาท โดยกำหนดเปิดขายในช่วงพ.ย.นี้ พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ 2,400 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 1,386 ล้านบาท และบ้านแนวราบที่ 1,014 ล้านบาท ขณะที่การรับรู้รายได้จากการโอนกว่า 1,280 ล้านบาท
นายสุนทร กล่าวด้วยว่า สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมใจกลางกรุงเทพฯ พบว่าเปิดตัวลดลงมาตั้งแต่ 2 ปีที่เกิดโควิด-19 ในขณะที่ปัจจุบันคนยังกลับเข้ามาทำงานในอาคารสำนักงาน โรงเรียนยังเปิดการเรียนการสอน ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้นในขณะนี้ โดยมีการคาดการณ์จะเติบโต 3% ซึ่งจะขับเคลื่อนให้ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะเติบโตได้ 6% ทำให้บริษัทมองเห็นจังหวะที่ดีในการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมกลางเมือง
ในส่วนของภาพรวมยอดขาย 3 โครงการที่บริษัทเปิดขายไปเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประกอบด้วยโครงการ เดอะ เชดด์ สาทร 1 คอนโดมิเนียม 8 ชั้น 2 อาคาร ห้องชุดรวม 282 ยูนิต ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จอยู่ระหว่างทยอยโอนให้ลูกค้าและมียอดขายแล้ว 1,150 ล้านบาท เกือบ 50% โดยระหว่างเกิดโควิด-19 มีลูกค้ายกเลิกสัญญาไปราว 20%
นอกจากนี้ ยังมีโครงการแนวราบ ประกอบด้วยโครงการ ดิ อิเธอร์นิตี้ ทาวน์ พริมโรส วัชรพล และ ดิ อิเธอร์นิตี้ กรีนวู้ด รังสิต-วงแหวน ที่การตอบรับค่อนข้างดี ปัจจุบันมียอดขายรวมกว่า 1,150 ล้านบาท และมียอดโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 850 ล้านบาท รวมถึงมียอดขายรอรับรู้รายได้แล้ว 300 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้
“สำหรับอสังหาฯ โดยภาพรวมในปีนี้ บริษัทยังเชื่อมั่นว่าจะดี โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะมีภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ ต้องประเมินหลังจาก 1 พ.ค. ที่รัฐบาลยกเลิกการเทสต์แอนด์โก ในขณะที่ครี่งปีแรกได้ภาคส่งออก ซึ่งไตรมาสแรกเติบโตไปแล้ว 9% อุตสาหกรรมอาหาร ทั้งวัตถุดิบ และอาหารสำเร็จรูป เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น”
อย่างไรก็ดี ล่าสุดบริษัทได้รีเฟรชแบรนด์ ปรับสีและรูปแบบโลโก้ให้มีความทันสมัย เข้าใจได้อย่างชัดเจน สื่อสารแนวคิดหลักการดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญตั้งแต่รูปแบบดีไซน์ ผสมผสานกับการพัฒนาเทคโนโลยี และการนำนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมเข้ามาใช้ เพื่อตอบสนองชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น