นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนธุรกิจจากนี้จะมุ่งสร้างให้แบรนด์ไรมอนแลนด์ มีความแข็งแกร่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่ และอัลตร้าลักชัวรี่ ในรูปแบบแบรนด์เดดเรสซิเดนซ์ หรือการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับแบรนด์โรงแรมระดับโลก เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้อยู่อาศัยระดับ ไฮเอนด์ อีกทั้งในแง่มูลค่าสินทรัพย์มีแต่จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 10-15% และยังเป็นที่สนใจซื้อจากเศรษฐีทั่วโลกในปัจจุบันด้วย
ซึ่งจากข้อมูลพบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแบรนด์เดดเรสซิเดนซ์มีการเติบ 230% จากทั้งหมด 133 แบรนด์ รวมถึงมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2569 จะมีแบรนด์เดดเรสซิเดนซ์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวหรือราว 900 โครงการ
โดยปัจจุบันอเมริกามีสูงสุดอันดับหนึ่ง รองมาเป็นประเทศไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าต่างชาติให้ความชื่นชอบประเทศไทยมาก เพราะไม่มีความขัดแย้งกับประเทศอื่น ด้านความมั่นคงก็มีมากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศข้างเคียง ระบบสุขภาพก็มาเป็นอันดับ 3 ของโลก และทั้งหมดถือเป็นปัจจัยที่ดีทำให้ต่างชาติสนใจมาลงทุนและมาซื้อที่อยู่อาศัย ทำให้แบรนด์เดดเรสซิเดนซ์ตอบโจทย์ได้ดีขณะที่ต่างชาติที่ไม่เคยมาเมืองไทยก็มีความเชื่อมั่นในแบรนด์โรงแรมในระดับหนึ่ง

ส่วนแผนงานบริษัทในปี 2565 นอกจากจะเตรียมเปิดการขายโครงการโรสวู้ด เรสซิเดนซ์ กมลา จ.ภูเก็ต มูลค่า 7.8 พันบาท ซึ่งบริษัทออกแบบเป็นวิลล่าหลังใหญ่ ราคาขายต่อหลังเริ่มต้นที่กว่า 500-1,000 ล้านบาท โดยที่ผ่านมามีลูกค้าในต่างประเทศสอบถามเข้าจำนวนมาก
นอกจากนี้ ในปลายไตรมาส 3-4 ปีนี้ ยังเตรียมที่จะพัฒนาอีก 2 โครงการ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นแบรนด์เดด เรสซิเดนส์ คอนโด บนถนนสุขุมวิท โดยเป็นห้องชุดค่อนข้างใหญ่เริ่มที่ 200 ตร.ม. ปัจจุบันอยู่ระการหว่างออกแบบและเจรจากับธุรกิจกับเจ้าของแบรนด์ อีกทั้งยังเป็นโครงการร่วมทุนกับนักลงทุนต่างชาติด้วย ส่วนอีกโครงการเบื้องต้นคาดว่าจะเป็นบ้านแนวราบระดับราคาเริ่มที่ 50-60 ล้านบาท
รวมถึงปีนี้บริษัทยังเตรียมขยายการลงทุนศูนย์เก็บข้อมูล หรือ data center โดยเป็นการร่วมทุนกับ นักลงทุนอเมริกา เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว นอกเหนือจากธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า ในโครงการวัน ซิตี้ เซ็นเตอร์ ซึ่งบริษัทร่วมทุนกับมิตซูบิชิ เอสเตท ประเทศญี่ปุ่น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้ใช้พื้นที่ได้ปลายปีนี้
ส่วนเป้าหมายการดำเนินงานปีนี้คาดว่าจะมีรายได้กว่า 2,200 ล้านบาท จากการโอนคอนโดมิเนียมโครงการ ดิ เอสเทลล์ พร้อมพงษ์ มูลค่า 5,200 ล้านบาท ที่จะก่อสร้างเสร็จในไตรมาส 3 ปีนี้ ขณะที่เป้าหมายยอดขายอยู่ที่ 7,200 ล้านบาท