นายอุเทน โลหชิตพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาสแรกปี 2565 ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของพฤกษา พบว่าความต้องการที่อยู่อาศัยจริงยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะแนวราบในกลุ่มบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (เรียลดีมานด์) มีการเติบโตจากผลกระทบโควิดที่ทำให้คนอยากอยู่บ้านมากขึ้น แม้สภาพเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะซบเซาและมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนก็ตาม โดยในส่วนของบริษัททำยอดขายรวม 5,344 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวม 5,679 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิที่ 639 ล้านบาท เติบโต 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
สำหรับยอดขายรอรับรู้รายได้ล่าสุดอยู่ที่ 2.02 หมื่นล้านบาท ซึ่ง 1.87 หมื่นล้านบาท จะเป็นยอดรับรู้รายได้ในปีนี้ และโดยส่วนใหญ่ 1.52 หมื่นล้านบาท จะเป็นคอนโดมิเนียมรวม 1 โครงการ ที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมทยอยโอนในปีนี้โดยบริษัทค่อนข้างมั่นใจว่าลูกค้าจะโอนได้เกือบทั้งหมด แม้จะมีบ้างบางส่วนแต่ไม่มากที่ไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อ (รีเจกต์) จากธนาคาร เนื่องจากดูสถิติที่ผ่านมามีลูกค้าถูกรีเจกต์ไม่ถึง 10%
“ช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทชะลอเปิดโครงการใหม่ หลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และส่งผลกระทบให้ยอดขายไตรมาสแรกลดลง แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันได้ปิดจุดอ่อนดังกล่าวแล้ว และคาดว่า จะสามารถเร่งงานก่อสร้างและทำให้สามารถส่งมอบบ้านให้ลูกค้าในไตรมาส 2-3 นี้ได้ตามเป้าหมาย”
พร้อมกับยืนยันเดินหน้าแผนเปิด 30 โครงการใหม่ในปีนี้ตามแผนเดิม มูลค่ารวม 1.6 หมื่นล้านบาท เพื่อภาพรวมการดำเนินปี 2565 เป็นไปตามเป้าหมายที่รายได้ 3.3 หมื่นล้านบาท โดยในไตรมาส 2 เตรียมเปิด 9 โครงการ รวมมูลค่า 5,900 ล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์เฮาส์ 8 โครงการและบ้านเดี่ยว 1 โครงการ ในส่วนของภาพรวมต้นทุนค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาการเร่วตัวของเงินเฟ้อ หลังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยในส่วนของบริษัทได้มีการเตรียมแผนรับมือมาตั้งแต่ปลายปี 2564 ทำให้ปัจจุบันสามารถตรึงราคาบ้านได้ถึงสิ้นปีนี้ และถือเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่ต้องการซื้อบ้าน ก่อนที่เงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงขึ้นกว่านี้ และกดดันให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาขึ้น
ยิ่งไปกว่านั่นหากสถานการณ์โควิดคลี่คลายดีขึ้น เชื่อว่าความมั่นใจและกำลังซื้อของผู้บริโภคจะกลับมาดีขึ้นกว่าเดิม ประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยของไทย ซึ่งจากการสอบถามความเห็นหลายๆ ฝ่าย เห็นตรงกันว่าปีนี้น่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกให้กับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ ขณะเดียวกันปัจจุบันบริษัทมีที่ดินเพื่อรอการพัฒนาคิดเป็นมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท สามารถรองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยในอนาคตมูลค่า 8 หมื่นล้านบาท
นายอุเทน ยังกล่าวถึงทิศทางธุรกิจของพฤกษาจากนี้ ว่า จะมุ่งกลยุทธ์ผสานความร่วมมือระหว่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจเพื่อสุขภาพ หรือ เฮลแคร์ โดยมีโรงพยาบาลวิมุต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักที่บริษัทได้มีการลงทุนไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมการขยายตัวของพฤกษาจากนี้ไป ประกอบกับพฤติกรรมการอยู่อาศัยของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปภายหลังเกิดโควิดโดยต้องการบ้านที่ตอบโจทย์ความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ ซึ่งจุดนี้จะถือเป็นการสร้างความต้องการใหม่ของตลาดที่อยู่อาศัย และถือเป็นโอกาสของพฤกษา ทำให้บริษัทได้เปลี่ยนแปลงแนวคิดการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยโดยเข้าสู่ยุคบ้านเพื่อผู้สูงอายุมากขึ้น
รวมถึงในเดือนส.ค.นี้ เตรียมจะเปิดให้บริการศูนย์สุขภาพแห่งแรกในชุมชนพฤกษา ขนาด 50 เตียง ด้านหน้าโครงการพฤกษา อเวนิว บางนา-วงแหวน และยังได้ร่วมทุนกับ เจเอเอส แอสเซ็ท ทำโครงการ SENERA ศูนย์สุขภาพเพื่อผู้สูงวัย บริเวณถนนคู้บอน ขนาด 78 เตียง มีแผนเปิดให้บริการในเดือนธ.ค.นี้