น.ส.อุษณา มหากิจศิริ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีเอ เปิดเผยว่า จากผลประกอบการในปี 2564 ที่บริษัทมีกำไรสุทธิ 3.8 พันล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี ขณะเดียวกันในไตรมาส 1 ปี 2565 บริษัทยังคงเดินหน้าทำกำไรสุทธิสูงสุดในรอบ 10 ปีอย่างต่อเนื่องที่ 980 ล้านบาท โดยเติบโตกว่า 400% และเพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างยั่งยืน

ล่าสุดบริษัท ขยายโอกาสการลงทุนสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยการร่วมทุนกับ บริษัท คันเดน เรียลตี้ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ (เคอาร์ดี) และ บริษัท โทเร คอนสตรัคชั่น จำกัด (ทีซีซี) ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งในญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ ทั่วโลก ภายใต้ บริษัท พีเอ็มที พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด

พร้อมเปิดตัวโครงการแรก 125 สาทร คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ บนที่ดินกว่า 3 ไร่เศษ ติดถนนสาทรหน้ากว้าง 97 เมตร มูลค่าโครงการกว่า 8 พันล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียมสูง 36 ชั้น 2 อาคารเชื่อมต่อกันด้วยพื้นที่สวนสีเขียวขนาด 450 ตร.ม. บนที่ดินขนาด ประมาณ 3-1-25 ไร่ จำนวนห้องชุดพักอาศัยรวม 756 ยูนิต ขนาดห้องเริ่มที่ 28.5 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 6 ล้านบาท หรือราคาต่อตร.ม. เริ่มที่ 2.5 แสนบาท

ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพของทำเลถนนสาทร ที่ดินหายาก โครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายน้อย ขณะที่ตลาดมีความต้องการสูง เนื่องจาก 1 ใน 4 ของพื้นที่สำนักงานเกรดเอของกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนถนนสาทร และยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จำนวมาก และในอนาคตยังมีโครงการขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นทั้งโครงการวันแบงคอก และ ดุสิตพาร์ค ทำให้เชื่อมั่นว่าแม้สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังมีปัจจัยด้านเงินเฟ้อเข้ามากระทบ แต่ด้วยที่ดินบนถนนสาทรอยู่บนทำเลที่ดีและหายาก ทำให้ยังสามารถยืนราคาได้ โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะทำยอดขายได้ 3 พันล้านบาท

ขณะเดียว เคอาร์ดี ยังมีแผนลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยในระยะยาว โดยในเดือนก.ค. เตรียมแผนร่วมทุน กับ บริษัท เดอะเนสท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจส่วนตัว เพื่อเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบบริเวณถนนกรุงเทพกรีฑา รวมถึงโครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ที่อยู่ระหว่างเจรจาที่ดินอีกไม่น้อยกว่า 3 แปลง

ทางด้านนายคทารัฐ สุขแสวง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน ทีทีเอ กล่าวว่า สถิติก่อนเกิดโควิด-19 พบว่ามีคนจีนมาซื้อคอนโดมิเนียมในไทยสูงเป็นอันดับ 4 รองจากอเมริกา ออสเตรเลีย และ ฮ่องกง หรือคิดเป็นจำนวนรวมกว่า 1.5 หมื่นยูนิต โดยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยราคาต่อยูนิตที่ 5 ล้านบาท ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสของธุรกิจนี้ ว่าคนจีนน่าจะกลับมาลงทุนอีกครั้งในช่วง 1-3 ปีจากนี้

ขณะเดียวกันในแง่ผลตอบแทนของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในจีนเพียง 2.1% ฮ่องกง 2.35% ส่วนไทยให้ผลตอบแทนสูงถึง 4.5% ประกอบในแง่ของราคาคอนโดมิเนียมของไทยยังน่าดึงดูด เนื่องจากราคายังถูกกว่าเมื่อเทียบกับฮ่องกง สิงคโปร์ แม้กระทั่งอินเดีย และไต้หวัน ดังนั้นโอกาสที่โครงการ 125 สาทร จะประสบความสำเร็จด้านการขายมีสูงมาก โดยในเบื้องต้นบริษัทประเมินสัดส่วนลูกค้าต่างชาติไว้ที่ 20-30% ซึ่งราว 50% คาดว่าจะเป็นชาวญี่ปุ่น ที่เหลือเป็นยุโรปและจีน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน