นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน เปิดเผยว่า เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท จากเดิมที่เน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน หรือไลฟ์สไตล์ อินเวสเมนต์ มาสู่แผนการสร้างโอกาสใหม่ๆ ด้วยการขยายตลาดบ้านแนวราบในพัทยาเป็นครั้งแรก ภายใต้โครงการไฮแลนด์ พาร์ค พูล วิลล่า พัทยา บ้านพูล วิลล่า สไตล์โมเดิร์น มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท บนเนื้อที่กว่า 51 ไร่ ภายใต้ บริษัท ฮาบิแทท วิลล่า จำกัด โดยการร่วมทุนกับนายรัฐกิจ เฮงตระกูล (สมาชิกพรรคเพื่อไทย จ.ชลบุรี) ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ถือหุ้นในสัดส่วน 30% ส่วน ฮาบิแทท กรุ๊ป ถือหุ้น 70%

พัฒนาโครงการในรูปแบบบ้านเดี่ยว 2 ชั้น พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวทุกหลัง เบื้องต้นแบ่งพัฒนาเป็นเฟสแรก 65 หลัง ราคาตั้งแต่ 8-15 ล้านบาท ขณะที่เฟส 2 อีกกว่า 100 หลัง จะเปิดการขายกลางปีหน้า ซึ่งบริษัทได้วางราคาขายให้เหมาะสมกับตลาด และตอบโจทย์ลูกค้าคนไทยที่อาศัยในกรุงเทพฯ และต่างชาติที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อน และการปล่อยเช่า ซึ่งให้ผลตอบแทนจากการลงทุนค่อนข้างดี เช่น บ้านขนาด 3 ห้องนอน สามารถปล่อยเช่าได้ 7,000-8,000 บาท/คืน หากปล่อยเช่าเฉลี่ยเดือนละ 18-20 คืน จะสร้างรายได้ให้เจ้าของบ้าน เดือนละ 150,000-160,000 บาท หักค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการ 40% จะเหลือรายได้สุทธิที่ 70,000-80,000 บาท/เดือน หรือหากเทียบกับราคาบ้านที่ 12 ล้านบาท จะมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนต่อเดือน 7-8% ถือว่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับในกรุงเทพฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ 4-5%

นอกจากนี้ ยังเหมาะสำหรับซื้อเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนได้ และหากซื้อในช่วงที่รถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบินยังไม่มา สาธารณูโภคต่างๆ ของรัฐบาลยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินโครงการ ซึ่งในอีก 5 ปีข้างหน้า ราคาบ้านมีโอกาสขยับขึ้นไปจาก 8 ล้าน เป็น 11 ล้านบาท เทียบกับการฝากเงินในธนาคาร หรือลงทุนในคริปโตซึ่งมีความเสี่ยงสูง และสำหรับอสังหาริมทรัพย์แม้ราคาไม่หวือหวา แต่มีความมั่นคงแน่นอน

ด้านนายรัฐกิจ เฮงตระกูล ผู้ร่วมทุนโครงการไฮแลนด์ พาร์ค พูล วิลล่า พัทยา กล่าวว่า จุดแข็งเมืองพัทยา ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย แม้ไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินท่องเที่ยวได้สูงเท่ากับจ.ภูเก็ต แต่ข้อดีของพัทยาเนื่องจากอยู่ใกล้กรุงเทพฯ อีกทั้งในอนาคตอันใกล้เมืองพัทยาจะมีระบบรถไฟรางเบา ซึ่งล่าสุดสภาเมืองพัทยาได้ผ่านงบประมาณในการศึกษาความเป็นไปได้ และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว และคาดว่าในปี 2566 จะเปิดให้เอกชนเข้าประมูลโดยเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน หรือพีพีพี มูลค่างานประมาณ 20,000 ล้านบาท

หลังจากนั้นจะเริ่มก่อสร้างและคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 2570-2571 ซึ่งจะไปผนวกกับช่วงที่โครงการรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบินของภาครัฐ ก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงเดียวกันกันพอดี อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เชื่อมั่นว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เมืองพัทยา จะยังเติบโตไปต่อได้อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันแม้ว่าประเทศไทยจะเพิ่งผ่านมหาวิกฤตการณ์โควิดมา โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจไทยค่อนข้างแย่ แต่เนื่องจากตลาดที่อยู่อาศัยในพัทยา มีความต้องการสูงมาก ดังนั้นจึงมองเป็นโอกาสของการลงทุน ประกอบกับปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อเริ่มลดลงมาในระดับ 6.4% ในระดับที่น่าพอใจ และหวังว่าเมื่อนักท่องเที่ยวกลับมา การท่องเที่ยวเมืองพัทยาจะฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็วและความต้องการที่อยู่อาศัยก็จะเพิ่มขึ้นตามแน่นอน

ขณะที่นายชาญยุทธ เฮงตระกูล อดีตส.ส. จ.ชลบุรี พรรคเพื่อไทย บิดานายรัฐกิจ กล่าวว่า ทางครอบครัวนอกจากจะมีธุรกิจเคเบิ้ลทีวี และธุรกิจบ้านจัดสรรแล้ว ยังมีการซื้อที่ดินจากชาวบ้านที่เดือดร้อนมาโดยตลอด ทำให้ปัจจุบันมีที่ดินสะสมทั่ว จ.ชลบุรี 300-400 ไร่ รวมแล้วกว่า 20 แปลง
ซึ่งในปีนี้มีที่ดินแปลงใหญ่ๆ ที่ทางศูนย์การค้าต้องการซื้อแต่ยังไม่อยากขาย เนื่องจากมองว่าโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี เพิ่งเริ่มต้น และเชื่อว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้า ราคาที่ดินจะเพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่า ซึ่งถ้าเปรียบเทียบเหมือนว่าปัจจุบันชลบุรี เป็นที่ดินชานเมือง แต่ในอนาคตจะเป็นที่ดินถนนสีลม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน