นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ผู้นำแห่งวงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง ครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า เปิดเผยว่า บริษัทฯ กำหนดอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 2 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นอายุ 1 ปี 10 เดือน 5 วัน อัตราดอกเบี้ย 4.60% ต่อปี และรุ่นอายุ 2 ปี 10 เดือน 5 วัน อัตราดอกเบี้ย 5.80% ต่อปี กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน (เว้นแต่ดอกเบี้ยงวดสุดท้ายจะมีระยะเวลา 1 เดือน 5 วัน)

โดยจะเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป และ/หรือ ผู้ลงทุนสถาบัน ในระหว่างวันที่ 7-9 มี.ค. 2566 ผ่านสถาบันการเงิน 7 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด

ทั้งนี้ หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2566 ที่ระดับ “BBB-” และมีแนวโน้ม “คงที่” (Stable) เช่นเดียวกับอันดับเครดิตองค์กร โดยทริสเรทติ้ง ระบุว่า อันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้สะท้อนถึงสถานะทางการตลาดของบริษัทฯ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียม ตลอดจนสัดส่วนรายได้ที่มีนัยสำคัญจากโครงการร่วมทุน โดยทริสเรทติ้งคาดว่า บริษัทฯ จะมีกำไรสุทธิตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป

“เรามองทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2566 ว่า เป็นปีแห่งโอกาส เพราะเริ่มเห็นสัญญาณบวกต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยภาพรวมธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตตามภาพรวมเศรษฐกิจ ที่ได้รับปัจจัยบวกจากภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ที่กลับมาคึกคักอีกครั้งหลังจากเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ โดยในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ระดับ 14,500 ล้านบาท เติบโตประมาณ 20% จากปี 2565 และตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 18,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ล่าสุดอยู่ที่ 12,000 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ในปี 2566 ประมาณ 5,900 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้จนถึงปี 2568 ซึ่งจากแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราเชื่อว่า ผู้ลงทุนจะมั่นใจและให้การตอบรับลงทุนในหุ้นกู้อนันดา เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าว่ายังเป็นสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้ชีวิตของคนเมืองได้เป็นอย่างดี โดยมีสต๊อกพร้อมขาย (Inventory) ประมาณ 45,000 ล้านบาท ที่สามารถรองรับการขายให้กับลูกค้าได้ทันที ขณะที่ในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดโครงการใหม่จำนวน 10 โครงการ มูลค่ารวม 21,200 ล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน