นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูล อสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลฯ ยังคงมีมุมมองเชิงลบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2566 เมื่อเทียบกับปี 2565 เพราะนอกจากในปีนี้จะไม่มีปัจจัยบวกมาสนับสนุนตลาดแล้ว ในปีที่ผ่านมาตลาดอสังหาริมทรัพย์มีการเติบโตอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ต้องรอดูรัฐบาลชุดใหม่ด้วย เพื่อจะมีการทบทวนมุมมองตลาดอีกครั้งในช่วงกลางปีนี้
“จากการติดตามสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ อย่างใกล้ชิด พบว่าปีนี้มีปัจจัยลบหลายด้าน ทั้ง การยกเลิกการผ่อนคลายมาตรการแอลทีวี ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กระทบคนต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นบ้านสัญญาที่ 2 และ 3 ประกอบกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงถึงเกือบ 90% ของจีดีพี และภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งอาจปรับขึ้นไปสูงถึง 1% โดยปัจจัยเหล่านนี้ล้วนทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น และความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อลดลง ซึ่งจะกระทบต่อยอดขาย ยอดโอนกรรมสิทธิ์ และยอดการปล่อยสินเชื่อของปี 2566 ได้”
สำหรับคาดการณ์โครงการเปิดตัวใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ปีนี้ จะลดลง -10.5% หรืออยู่ที่ราว 98,132 หน่วย ขณะที่มูลค่าการเปิดตัวคาดว่าจะลดลง -8.2% มาอยู่ที่ 505,235 หน่วย ส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศในปีนี้คาดว่าจะลดลง -10.2% หรือยู่ที่ 325,761 หน่วย โดยคิดเป็นมูลค่าการโอนที่ 1.06 ล้านล้านบาท ลดลง -4.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ขณะที่นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LWS) ผู้วิจัยและที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ของเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการรวบรวมผลการดำเนินงาน ไตรมาสแรกปี 2566 ของ 38 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่ารายได้รวมและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 8.84% และ 18.71% ตามลำดับเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 2565 โดยมีรายได้รวม 73,712.77 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 8,699.16 ล้านบาท โดยมีความสามารถในการทำกำไรเฉลี่ย 11.80% ลดลงจาก 13.28% ณ สิ้นปี 2565
ขณะที่สินค้าคงเหลือ บวกกับสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของทั้ง 38 บริษัท อยู่ที่ 626,535,06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.66% เมื่อเทียบ ณ สิ้นปี 2565 สำหรับบริษัทที่มีรายได้รวมในไตรมาสแรก ปี 2566 สูงสุด คือ บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) โดยอยู่ที่ 9,441.41 ล้านบาท (ลดลง 13.04% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนบริษัทที่มีกำไรสุทธิสูงสุดในไตรมาสแรกปี 2566 คือ บมจ.แสนสิริ โดยอยู่ที่ 1,535.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 461.025% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ดี กำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะเป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากการขายทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่า 623.09 ล้านบาท
ยิ่งไปกว่านั้นหากพิจารณาจาก 10 บริษัทแรกที่มีรายได้ ณ ไตรมาสแรกปี 2566 สูงสุดรวมกันจะอยู่ที่ 61,095 ล้านบาท คิดเป็น 82.88% ของรายได้ทั้ง 38 บริษัทรวมกันซึ่งอยู่ที่ 73,712.77 ล้านบาท และ 10 บริษัทแรกที่มีกำไรสูงสุดรวมกันคิดเป็น 9,217,96 ล้านบาท โดยสูงกำไรสุทธิของ 38 บริษัทรวมกัน ซึ่งคิดเป็นกว่า 8,699 ล้านบาท เนื่องจากพบว่ามีจำนวน 13 บริษัทที่มีผลการดำเนินงานขาดทุน
ขณะเดียวกันยังพบด้วยว่า 10 บริษัทที่มีสินค้าคงเหลือสูงสุดรวมกันคิดเป็น 423,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะใช้เวลา 18-24 เดือน ในการขายสินค้าคงเหลือทั้งหมดโดยที่ไม่มีการเปิดโครงการใหม่ ในขณะที่บมจ.แสนสิริ ถือเป็นบริษัทที่มีสินค้าคงเหลือและสินค้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างสูงที่สุดที่ 91,073.88 ล้านบาท โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาขายหมด 24 เดือน