นายอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ ซีซีพี ผู้ผลิตและจำหน่ายคอนกรีตผสมเสร็จ คอนกรีตสำเร็จรูปสำหรับงานโครงสร้างงานระบบ และ คอนกรีตสำเร็จรูป เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่เร่งก่อสร้างตามแผนพัฒนาระยะที่ 2
รวมถึงได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในโซนอีอีซี ผลักดันให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะการก่อสร้างโรงงาน และคลังสินค้ามากขึ้น ส่งเสริมให้มีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป โดยเฉพาะ บ่อพัก รางระบายน้ำ ท่อระบายน้ำขนาดพิเศษ อีกทั้งยังมีความต้องการใช้อิฐมวลเบาในกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีการเปิดโครงการบ้านจัดสรรอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันอิฐมวลเบาของบริษัทมีคิวส่งมอบยาวไปตลอด 2 เดือน
ขณะเดียวกันในไตรมาส 4 นี้ บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากการร่วมทุนกับ WHALE LOGISTICS GROUP ภายใต้ บริษัท ชาลี ท็อป โลจิสติกส์ โซลูชั่น จำกัด เพื่อให้บริการการบริหารจัดการคลังสินค้า เขตปลอดอากร ในโซนแหลมฉบัง อีอีซี พื้นที่รวม 2,800 ตร.ม. โดยพัฒนาบนที่ดินของบริษัทบางส่วนจากทั้งหมด 9 ไร่ ครึ่ง ซึ่งจะทำให้บริษัทรับรู้รายได้ 2 ทาง ทั้งจากค่าเช่าและจากส่วนแบ่งกำไรประมาณปีละ 6-7 ล้านบาท
ส่วนพื้นที่ที่เหลือยังมีแผนขยายการลงทุนโลจิสติกส์เฟส 2 ในอนาคต พร้อมกับยังวางแผนจะปรับแพลนต์คอนกรีตของบริษัทในพื้นที่อีอีซี 6 แห่งที่มีศักยภาพ จากทั้งหมด 15 แห่ง มาศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนเป็นฮับอีวี หรือ สถานีชาร์จรถบรรทุกไฟฟ้า โดยการร่วมทุนกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีอีวีชาร์จเจอร์ และผู้บริหารจัดการโลจิสติกส์ เบื้องต้นเงินลงทุนแห่งละไม่เกิน 50 ล้านบาท และบริเวณโดยรอบยังสามารถพัฒนาเป็นพื้นที่พักคอยและร้านค้าเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายคนขับรถบรรทุกด้วย
นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจคอนกรีต บริษัทพร้อมจะเดินหน้าประมูลงานภาครัฐและเอกชนจากทั่วประเทศเพิ่มเติม ควบคู่การปรับกลยุทธ์เข้าประมูลงานโครงการระยะสั้น เพื่อรับรู้รายได้เร็ว เช่น งานถนน งานนิคมอุตสาหกรรม เพื่อรักษาระดับมูลค่างานในมือไว้ไม่ต่ำกว่า 1,600-1,800 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ลุ้นให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เร็ว แต่หากจะล่าช้าบริษัทยังมีงานในมือแล้วราว 1,600 ล้านบาท เป็นงานภาครัฐ 65% และงานภาคเอกชน 35% ซึ่งช่วงครึ่งปีหลัง 2566 นี้ บริษัทจะทยอยส่งมอบไปถึงสิ้นปีนี้ราว 850 ล้านบาท