นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บนิษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำการร่วมมือทางธุรกิจ กับ มิตซูบิชิ เอสเตท ในโอกาสครบรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 ด้วยโมเดลการร่วมทุนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในไทย ภายใต้บริษัท พรีเมี่ยม เรสซิเดนท์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนมูลค่า ณ ปัจจุบันที่ 12,600 ล้านบาท ในสัดส่วนถือหุ้น 51:49 ที่จะทำหน้าที่เป็นบริษัทหลักในการขยายการลงทุนพัฒนาคอนโดมิเนียมในประเทศไทยอย่างเต็มที่ในระยะยาว เพื่อรองรับการฟื้นตัวของตลาดคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้าใจกลางเมืองที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งการร่วมทุนดังกล่าวถือเป็นรูปแบบการร่วมทุนรายแรกและรายเดียวในไทย

ขณะเดียวกันการดำเนินธุรกิจต่อจากนี้จะอยู่ภายใต้แผนโรดแม็ป “FROM STRENGTH TO STRENGTH” สู่การเติบโตที่ไม่สิ้นสุด” เพื่อขับเคลื่อนการร่วมทุนที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น หลังจากตลอด 10 ปี ได้พัฒนาคอนโดมิเนียมร่วมทุนตามแนวรถไฟฟ้าใจกลางกรุงเทพฯ นอกจากนี้บริษัทยังมีการดูที่ดินเพื่อรองรับการเปิดต้วคอนโดมิเนียมอย่างต่อเนื่องในอนาคต

หลังจาก 10 ปีที่ผ่านมา พัฒนาไปแล้วทั้งสิ้น 24 โครงการ รวม 23,500 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 116,300 ล้านบาท โดย 2 โครงการเตรียมเปิดขายปีนี้ มูลค่ารวม 9,500 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการริธึ่ม เจริญนคร ไอคอนิค จะเป็นซูเปอร์ คอนโดมิเนีนม บริเวณตรงข้ามไอคอนสยาม มูลค่าโครงการ 4,500 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดการขายในเดือนพ.ย.นี้ ราคาเริ่มต้นตร.ม. 171,000 บาท หรือขนาด 1 ห้องนอน 43 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 7.7 ล้านบาท และอีกโครงการยังไม่เปิดเผย โดยผลตอบรับในทุกโครงการร่วมทุนที่เปิดขายไปแล้วอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ยอดขายเฉลี่ยเกิน 60%

ล่าสุดปิดการขายไปแล้ว 13 โครงการ คงเหลือที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและการขาย 11 โครงการ มูลค่ารวม 55,650 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมขายคิดเป็นมูลค่า 20,375 ล้านบาท โดยที่จะมีโครงการดิแอดเดรส สยาม-ราชเทวี มูลค่า 8,600 ล้านบาท ซึ่งมียอดขาย 40% และจะก่อสร้างแล้วเสร็จเตรียมโอนกรรมสิทธิพร้อมเปิดให้ชมห้องจริงในวันที่ 26-27 ส.ค.นี้

ทางด้านนายอะซึชิ นากาจิมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มิตซูบิชิ เอสเตท เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เริ่มจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา และยุโรป ปัจจุบันมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ในหลายภูมิภาคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย ซึ่งประเทศไทยนับเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโตอย่างมีศักยภาพ มีการย้ายเข้ามาอาศัยของประชากรต่างจังหวัดเข้ามาอยู่อาศัยในกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังโควิดผ่านไปเชื่อว่าตลาดคอนโดมิเนียมจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง นอกจากนี้ ประเทศไทยเอื้ออำนวยต่อการลงทุนทำธุรกิจ ทำให้บริษัทยังคงจับมือเดินหน้าร่วมกันไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบคุณค่าในฐานะบริษัทญี่ปุ่นให้กับสังคมไทยต่อไปในอนาคตข้างหน้าต่อจากนี้

ขณะเดียวกันเนื่องจากญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมา 30 ปีแล้ว ทำให้หลังจากนี้คงไม่ได้มองเพียงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองหาโอกาสในการเข้าสู่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน