นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผย ว่า ผลสำรวจภาคสนามโครงการที่อยู่อาศัยทั้งโครงการบ้านจัดสรร และ คอนโดมิเนียมที่อยูระหว่างการขายในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในไตรมาส 2 ปี 2566 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน พบว่ามีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 3.3% หรืออยู่ที่ 206,246 หน่วย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 5.3%
ขณะที่โครงการเปิดใหม่ลดลง 19% หรืออยู่ที่ 23,080 หน่วย แบ่งเป็นบ้านจัดสรรจำนวน 11,224 หน่วย ลดลง 7.8% คิดเป็นมูลค่าการเปิดตัวใหม่ 80,299 ล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่จำนวน 11,856 หน่วย ลดลง 27.3% และคิดเป็นมูลค่าโครงการรวม 47,475 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 5.9 %
ขณะที่ยอดขายได้ใหม่ในเชิงจำนวน หน่วยลดลง 32.3% หรืออยู่ที่ 15,959 หน่วย คิดเป็นมูลค่ารวม 83,499 ล้านบาท โดยลดลง 28.4% ทำให้สถานการณ์โดยภาพรวมอยู่ในช่วงที่ต้องเฝ้าระวังโดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม เนื่องจากมีหน่วยเหลือขายเพิ่มขึ้น 11.2% หรืออยู่ที่ 74,230 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 290,637 ล้านบาท โดยลดลง 1.3%
จากภาพรวมดังกล่าวทำให้ประเมินภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ที่จะเข้ามาในตลาดในปี 2566 ลดลง 12.5% หรืออยู่ที่ 95,732 หน่วย และทำให้มีหน่วยเหลือขายในตลาดที่ 198,282 หน่วย เพิ่มขึ้น 7.5% แบ่งเป็น บ้านจัดสรร 127,043 หน่วย และคอนโดมิเนียม 71,239 หน่วย โดยมีอัตราการดูดซับลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 2.8%
ทางด้านนายวสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า แนวโน้มการเปิดตัวโครงการที่อยูอาศัยใหม่ และยอดขายโดยรวมในช่วงไตรมาส 3 นี้ คาดว่าจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยจากไตรมาส 2 ซึ่งพบว่าภาพรวมตลาดมีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้ ก็ทำให้สภาพตลาดโดยรวมมีความสมดุลขึ้นโดยจำนวนหน่วยเหลือขายในตลาดไม่สูงมาก
แต่อย่างไรก็ดี จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้มองว่าในช่วงไตรมาส 4 นี้ ในส่วนของผู้ประกอบการจะต้องเร่งโหมยอดขายให้ได้ช่วงโค้งสุดท้ายของปี ฉะนั้นมีโอกาสสูงที่ผู้ประกอบการจะทำแคมเปญออกมาแข่งขันกัน
เช่นเดียวกับสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเชื่อว่าปัจจุบันหลายธนาคารยังปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นช่วงไตรมาส 4 นี้ จะต้องมีแคมเปญเพื่อจูงใจให้ลูกค้าเร่งตัดสินใจซื้อบ้าน ประกอบกับราคาที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มแพงขึ้นทุกปีจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะภาษีที่ดินที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ราคาที่ดินแพงขึ้นทุกปียังไม่นับรวมค่าแรงขั้นต่ำที่รัฐบาลใหม่มีนโยบาย ปรับขึ้นทันที 400 บาาท ซึ่งจะส่งผลต่อราคาวัสดุก่อสร้างและค่าก่อสร้างแพงขึ้นทันที ดังนั้นถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย และมีความพร้อมด้านการเงิน
นายวสันต์ กล่าวด้วยว่า ในระยะข้างหน้า แม้ยังมีความกังวลในเรื่องของความเข้มงวดในการการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่ยังไม่ผ่อนคลายและหากเพิ่มความเข้มข้นขึ้นไปอีก สภาพตลาดจะยิ่งแย่ลงธุรกิจไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เพราะคนซื้อบ้านเงินสดมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของตลาด
แต่อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการเสนอมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์กับทางนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แะรมว.คลัง ทั้งนี้ ขอให้กระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาพรวมไปก่อนหากภาพรวมเศรษฐกิจดี สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและประชาชน ขณะเดียวกันก็ไม่สร้างกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการซื้อขายบ้านเพิ่มขึ้น ก็เชื่อว่าภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็จะดีตามไปด้วย โดยไม่ต้องมีมาตรการกระตุ้นใดๆ แต่หากเศรษฐกิจโดยภาพรวมดีขึ้นแล้ว แต่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้น เมื่อถึงเวลานั้นค่อยหารือระหว่างสมาคมที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือกับรัฐบาลต่อไป