นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในภาวะปัจจุบัน ประจำไตรมาส 2 ปี 2567 โดยภาพรวมมีค่าดัชนีเท่ากับระดับ 45.2 จุด ปรับตัวลดลง -3.1 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2567 (QoQ) และก็ลดลง -2.3 จุด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) โดยเห็นได้ว่าระดับความเชื่อมั่นฯ ยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 จุด ต่อเนื่องมา 6 ไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2566 ถึงไตรมาส 2 ปี 2567 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการฯ ยังคงมีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับที่ต่ำและลดลงจากเดิมจากความกังวลต่อสถานการณ์ธุรกิจในภาวะปัจจุบัน
เมื่อจำแนกความเชื่อมั่นตามกลุ่มผู้ประกอบการฯ พบว่ากลุ่มผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) ในไตรมาส 2 ปี 2567 มีค่าดัชนีระดับ 52.2 จุด ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีระดับ 52.5 จุด แต่ยังคงมากกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 จุด แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการกลุ่มบจ. ยังมีความเชื่อมั่นเชิงบวกต่อธุรกิจในภาวะปัจจุบัน โดยเฉพาะในด้านยอดขายเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 59.6 จุด (จากระดับ 52.5 จุด) การลงทุนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 57.7 จุด (จากระดับ 55 จุด) และด้านผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50 จุด (จากระดับ 47.5 จุด) แต่มีการปรับตัวลดลงในด้านการเปิดโครงการใหม่และ/หรือเฟสใหม่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 57.7 จุด (จากระดับ 65 จุด) ต้นทุนการประกอบการ (ผกผัน) ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 36.5 จุด (จากระดับ 40 จุด) และด้านการจ้างงานลดลงมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จุด (จากระดับ 55 จุด)
ขณะที่ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พบว่ามีค่าดัชนีความเชื่อมั่นเพียง 34.6 จุด ลดลงอย่างมากจากไตรมาสก่อนที่อยู่ระดับ 41.9 จุด ซึ่งต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 จุด มาก แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการรายย่อย มีความเชื่อมั่นในระดับที่ต่ำในภาวะปัจจุบัน เนื่องจากมีปัจจัยลบต่างๆ หลายด้าน อีกทั้งระดับความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ลดลงเกือบทุกด้าน
สำหรับความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า ทั้งผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ พบว่ามีค่าดัชนีระดับ 51.4 จุด ปรับตัวลดลง -5.9 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง -10.7 จุด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) แสดงให้เห็นว่าปัจจัยลบที่มีผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน คือ ไม่มีการผ่อนคลายมาตรการ LTV ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงมีอัตราส่วนที่สูงกว่า 90% ของจีดีพี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินต้องเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย-ปานกลาง รวมถึงภาวะดอกเบี้ยนโยบายยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 2.5% ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยให้ลดลงโดยตรง และการที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมีรายได้เพิ่มขึ้นน้อย ในขณะที่ปัจจุบันมีค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้นแต่ความสามารถในการซื้อลดลง