REIC ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เผยไตรมาส 1 ปี 2568 ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศร่วงกว่า 10% ฉุดภาพรวมสินเชื่อบ้านหดตัวด้วย ขณะที่จีนยังครองแชมป์โอนคอนโดสูงสุด พร้อมลุ้นมาตรการรัฐหนุนตลาดในช่วงที่เหลือของปีนี้

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่าสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 1 ปี 2568 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

แต่อย่างไรก็ดีการที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลและ ธปท. ดำเนินมาตรการที่ตรงจุด ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อตลาดที่อยู่อาศัยตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 นี้ เป็นต้นไป และคาดว่าจะส่งผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาวได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า ไตรมาส 1 ปี 2568 การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีจำนวน 65,276 หน่วย ลดลง 10.5% ส่วนมูลค่าการโอนทั้งสิ้น 181,545 ล้านบาท ลดลง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นการชะลอตัวในทุกภูมิภาค

เมื่อพิจารณาลงในรายละเอียดรายจังหวัด จะพบว่าบางจังหวัดยังคงมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจ.ระยอง และสุราษฎร์ธานี มีการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ส่วนจังหวัดที่มีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นแต่มูลค่าลดลง ได้แก่ จ.ภูเก็ต

ขณะที่จังหวัดที่มีจำนวนหน่วยลดลง แต่มูลค่าเพิ่มขึ้น ได้แก่ จ.สมุทรปราการ และจังหวัดที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยลดลง ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี นนทบุรี ปทุมธานี เชียงใหม่ และนครราชสีมา

อย่างไรก็ดีการชะลอตัวของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ส่งผลให้ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ ลดลงเช่นเดียวกัน โดยมีมูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ อยู่ที่ 109,368 ล้านบาท ลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีมูลค่า 121,529 ล้านบาท

สำหรับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในไตรมาส 1 ปี 2568 มีส่วนแบ่งทางการตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่สูงถึง 42.8% สะท้อนให้เห็นว่า ธอส. ยังคงเป็นสถาบันการเงินที่มีบทบาทในการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์
ของประเทศอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในช่วงเดือนเม.ย.แม้เพิ่งผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. แต่ปรากฏว่ายอดปล่อยสินเชื่อคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นที่ระดับ 1,804 ล้านบาท มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 1,303 ล้านบาท

สะท้อนว่าผู้บริโภคยังมีความเชื่อมั่นต่อการพักอาศัยในคอนโดมิเนียม เช่นเดียวกับบ้านมือสองคุณภาพดีที่ยังไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่รัฐบาลมีมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง รวมไปถึงเดือนเม.ย. มีวันหยุดค่อนข้างมาก ทำให้ประชาชนเลือกที่จะใช้ช่วงเวลานี้ในการทำสัญญาสินเชื่อ

ส่วนสถานการณ์หนี้เสีย (NPL) ในไตรมาส 1 ปี 2568 พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นปกติที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงต่อเนื่องจากสิ้นปี ซึ่งประชาชนมักมีภาระค่าใช้จ่าย เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ และเปิดภาคเรียน

นายกมลภพ ยังกล่าวถึงสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั่วประเทศของต่างชาติ ในไตรมาส 1 ปี 2568 ด้วยว่า มีการชะลอตัวลงเช่นเดียวกันโดยมีจำนวนทั้งสิ้น 3,919 ล้านบาท ลดลง 0.5% มีมูลค่าการโอนทั้งสิ้น 16,392 ล้านบาท ลดลง 9% โดยคนต่างชาติมีสัดส่วน 29.3% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด

ส่วนต่างชาติ 3 สัญชาติแรกที่มีหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์สูงสุด ได้แก่ จีน 1,481 หน่วย ลดลง 7.2% มูลค่ารวม 6,117 ล้านบาท ลดลง 19.2% อันดับ 2 เมียนมา มีการโอนกรรมสิทธิ์ 439 หน่วย เพิ่มขึ้น 12% คิดเป็นมูลค่ารวม 1,587 ล้านบาท โดยลดลง 28.1% อันดับ 3 รัสเซีย มีการโอนกรรมสิทธิ์ 288 หน่วย ลดลง 2.4% มูลค่ารวม 987 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9%

ทั้งนี้ จากค่าเฉลี่ยการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ส่งผลให้ REIC ปรับคาดการณ์ ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2568 โดยคาดว่าจะอยู่ในระดับทรงตัว หรือชะลอตัวลงเล็กน้อย 0.3% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ปี 2568 ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 0.8% และจำนวนสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศมีมูลค่าลดลง 0.3%

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลจัดทำมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท มีผลตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. 2568 – 30 มิ.ย. 2569 รวมทั้งการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว จะสามารถแก้ปัญหาการชะลอตัวของตลาดที่อยู่อาศัยได้ทันสถานการณ์ และส่งผลดีต่อตลาดที่อยู่อาศัยให้ฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่
ไตรมาส 2 นี้เป็นต้นไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน