GULF รับรู้ Core Profit ไตรมาส 3/2568 จำนวน 7,280 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากธุรกิจพลังงาน และส่วนแบ่งกำไรจาก AIS
น.ส.ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2568 มีรายได้รวม (total revenue) อยู่ที่ 30,177 ล้านบาท ลดลง 26% จากไตรมาสก่อน 40,617 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ของกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP ที่ลดลงตามฤดูกาล ประกอบกับราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลดลง
โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) เพิ่มขึ้น 3% เป็น 7,280 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนที่ 7,101 ล้านบาท กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้น 2% เป็น 13,641 ล้านบาท จาก 13,432 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่ลดลง
ในไตรมาส 4/2568 บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms)
โครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems) ภายในประเทศ จำนวน 7 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 597 เมกะวัตต์ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนพ.ย.-ธ.ค.2568
โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) มีกำหนดเปิดดำเนินการตามแผนในเดือนธ.ค.นี้ ซึ่งไตรมาส 4 เป็นช่วง high season ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ส่งผลให้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 โครงการภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul Corporation ในประเทศไทย และโครงการ BKR2 ในประเทศเยอรมนี คาดว่าจะมีผลประกอบการที่ดีขึ้น
“สำหรับปี 2569 บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้นอีก จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ภายในประเทศเพิ่มเติมอีก 6 โครงการ รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 623 เมกะวัตต์ รวมถึงการเปิดดำเนินการของโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ ในเดือนพ.ค.2569”
โครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะดำเนินการจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีกประมาณ 50 เมกะวัตต์ ในปี 2569 ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้า data center เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทยอยปลดระวางลง โดยค่า Capacity Payment จะปรับเพิ่มขึ้นอีกในช่วงกลางปี 2569 จาก 270 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ส่วนธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) มีกำหนดเปิดดำเนินการในช่วงไตรมาส 3/2569
ในส่วนของธุรกิจก๊าซ ในปี 2569 กลุ่มบริษัท มีแผนขยายการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70 ลำ หรือประมาณ 4-5 ล้านตัน เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มโรงไฟฟ้าของบริษัท เพิ่มรายได้จาก shipper fee เน้นการดำเนินกลยุทธ์ LNG optimization เพื่อบริหารจัดการการนำเข้า การขนส่ง และการจำหน่าย LNG อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง
น.ส.ยุพาพิน กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทปี 2569 จะได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลรับจาก AIS ที่เพิ่มขึ้น ตามผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากการขยายฐานผู้ใช้บริการ 5G การเพิ่มขึ้นของ ARPU และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะต้นทุนการใช้คลื่นความถี่ที่ลดลงภายหลังจากการชนะการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz
กลุ่มธุรกิจดิจิทัลจะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในปี 2569 โดยจะเป็นปีแรกที่บริษัทฯ รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของโครงการ GSA01 ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูล (data center) ขนาด 25 เมกะวัตต์ ที่บริษัทฯ ได้ร่วมลงทุนกับ Singtel และ AIS ภายหลังจากที่ได้เปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่โครงการ GSA02 ซึ่งมีขนาด 38 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนาและมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 1/2570
“บริษัทตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการศูนย์ข้อมูลเป็น 300-500 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับความต้องการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย“
สำหรับธุรกิจคลาวด์ (cloud) บริษัทได้ร่วมทุนกับ AIS ภายใต้บริษัทฯ G-AIS เพื่อให้บริการระบบคลาวด์ทั้งในรูปแบบ public cloud และ private cloud โดยร่วมมือกับ Oracle Alloy, Google และ Microsoft ในการให้บริการระบบคลาวด์และพัฒนาโซลูชันด้านดิจิทัลร่วมกัน เพื่อขยายการเข้าถึงนวัตกรรมคลาวด์และเทคโนโลยี AI ตลอดจนเสริมความแข็งแกร่งด้าน cybersecurity เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล
สำหรับแผนระยะยาว มีโครงการขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังน้ำ และพลังงานขยะ เป็นแรงขับเคลื่อนจนถึงปี 2576 โดยปัจจุบัน บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งที่เปิดดำเนินการแล้วประมาณ 16,000 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีกประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่า 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมดจะมาจากพลังงานหมุนเวียน
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ศักยภาพด้านพลังงาน และเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางด้านดิจิทัลของภูมิภาคต่อไป