FETCO ชี้ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน “ร้อนแรง” ขณะที่ “กอบศักดิ์” เตือนตลาด IPO ไทยน่าห่วง หลังหุ้นใหม่ราคาต่ำกว่าจองต่อเนื่อง สะท้อนปัญหาการตั้งราคาเกินจริง จี้ FA-ผู้กำหนดราคา IPO ทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่ ด้าน BOI ทำสถิติส่งเสริมการลงทุนสูงสุดแตะ 1.7 ล้านล้านบาท หนุนไทยขึ้นแท่นฐานผลิตอันดับหนึ่งของนักลงทุนจีนในอาเซียน

วันที่ 12 พ.ย. 2568 นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่าภาวะตลาด IPO ในปัจจุบันน่าหนักใจ เนื่องจากราคาหุ้นหลายตัวที่เข้าซื้อขายต่ำกว่าราคาจองซื้อ สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการตั้งราคาขายที่สูงเกินไป ซึ่งหากกำหนดราคา IPO สูงเกินจริงจะกระทบต่อความเชื่อมั่นและทำลายโอกาสของผู้จองซื้อหุ้นได้

ทั้งนี้ที่ผ่านมาราคาจอง IPO มักมีส่วนลด (Discount) เพื่อให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนเบื้องต้น แต่เมื่อการตั้งราคาเกินจริง กลับทำให้ตลาด IPO ขาดความน่าสนใจ จึงควรทบทวนแนวทางการกำหนดราคาใหม่ พร้อมขอให้ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) จัดทำประมาณการมูลค่าหุ้นให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละบริษัท

นอกจากนี้ FETCO ยังได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมากเกี่ยวกับหุ้นที่เปิดซื้อขายแล้วให้ผลตอบแทนต่ำกว่าคาด ซึ่ง FETCO จะนำข้อกังวลเหล่านี้เข้าสู่การหารือภายในสมาคม เพื่อหามาตรการปรับปรุงคุณภาพของหุ้นที่เข้าจดทะเบียนในอนาคต

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ การดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีและธุรกิจแห่งอนาคตเข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนไทยมากขึ้น แทนที่บริษัททั่วไปซึ่งมีรูปแบบธุรกิจแบบเดิม ๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลายและศักยภาพการเติบโตของตลาด

อีกหนึ่งปัญหาที่น่ากังวล คือ แนวโน้มที่หลายบริษัทเลือกไม่เสนอขาย IPO ในประเทศไทย โดยหันไปจดทะเบียนในต่างประเทศแทน เนื่องจากมองว่าตลาดทุนไทยไม่สามารถให้มูลค่าหรือราคาที่เหมาะสม ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง จะทำให้จำนวน IPO ในไทยลดลงต่อเนื่อง

หากบริษัทมองว่าเข้าตลาดแล้วไม่ได้ราคา ย่อมเลือกไปตลาดอื่น หรือเลื่อนแผนออกไปก่อน ดังนั้น ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปตลาดทุนไทยอย่างจริงจัง เพื่อสร้างระบบที่แข็งแรงและดึงดูดผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามา

นายกอบศักดิ์ ยังกล่าวถึงตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเติบโตโดดเด่นที่สุดในรอบหลายปี จากปกติไทยจะมีเงินลงทุนใหม่ปีละประมาณ 5 แสนล้านบาท แต่ปี 2567 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.13 ล้านล้านบาท และปีนี้ในช่วง 9 เดือน ก็ยังเติบโตต่อเนื่องกว่า 94% มีแนวโน้มว่าทั้งปีอาจแตะระดับ 1.7-1.8 ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นข่าวดีมากสำหรับเศรษฐกิจไทย

ขณะที่เงินลงทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งต่างจากนักลงทุนในตลาดหุ้น เพราะนักลงทุน FDI มักลงทุนระยะยาวเมื่อเลือกประเทศไทย จะอยู่กับเรานาน 20-30 ปี ไม่ใช่แค่เข้ามาแล้วก็ออกไป

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีนที่เข้ามาจัดตั้งฐานการผลิตในไทยจำนวนมาก ส่วนกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ก็เริ่มลงทุนครบห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งถือเป็น New S-Curve ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

อย่างไรก็ดีขณะนี้ ไทยกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง และถือเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งในอาเซียน ที่นักลงทุนจีนเลือกเข้ามาตั้งฐานการผลิต ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจระยะยาว

ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งสนับสนุนการทำงานของ BOI เพิ่มขึ้น แม้จะเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือการคลัง แต่จำเป็นต้องลงทุนเพื่ออนาคต โดยเฉพาะ BOI ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการดึงดูดการลงทุนระยะยาว จึงควรสนับสนุนอย่างเต็มที่

ส่วนภาคตลาดทุนก็มีการขับเคลื่อนเพื่อเอื้อต่อการเติบโต โดยขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างปรับเกณฑ์ให้บริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาระดมทุนในตลาดไทยมากขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน