SCGP เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 เติบโตแข็งแกร่ง จากแรงหนุนของความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในอาเซียนที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรสุทธิพุ่ง 128%

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน ตามการฟื้นตัวของการบริโภคและการส่งออกในหลายประเทศอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย

ประกอบกับการเพิ่มสต็อกสินค้าเพื่อรองรับความไม่แน่นอนด้านอุปทาน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในหลายประเทศ ส่งผลให้ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ธุรกิจในอินโดนีเซียสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้ จากการเพิ่มขึ้นของยอดขายภายในประเทศ การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน ขณะที่ธุรกิจในเวียดนามยังได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่อง

ผลจากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทมีรายได้จากการขายในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 32,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 5,821 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 2,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 47% จากไตรมาสแรกของปีนี้

คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2569 ในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น คิดเป็นวงเงินรวม 1,717 ล้านบาท โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 4 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 19 สิงหาคม 2569

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/2569 บริษัทคาดว่าความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์จะยังเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากการผลิตสินค้าเพื่อเติมสต็อกในช่วงปลายไตรมาส 3 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 เพื่อรองรับการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ

โดยเฉพาะในเวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ขณะที่ความผันผวนของต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง แม้ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์ขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษในอาเซียน โดยเตรียมลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตกล่องลูกฟูกในภาคใต้ของเวียดนามอีก 26,800 ตันต่อปี ด้วยงบลงทุน 748 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตในระยะยาว

พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ระบบ Machine Learning และหุ่นยนต์อัจฉริยะในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน