กกร. แถลงจุดยืนคัดค้านกฎหมาย 3 ฉบับ “แรงงาน-อากาศ-โรงงาน” จี้รื้อประชาพิจารณ์ แนะควรประเมินผลกระทบรอบด้าน หวั่นบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ตามที่สภาผู้แทนราษฎร ได้เห็นชอบรับหลักการ ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ.…. 2 ฉบับ และอยู่ระหว่างเสนอสภาผู้แทนราษฎร 1 ฉบับ
โดยมีการแก้ไขกฎหมาย อาทิ การกำหนดชั่วโมงการทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง การกำหนดวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 2 วัน และการเพิ่มสิทธิวันลาพักผ่อนประจำปี การลาหยุดเนื่องจากมีประจำเดือน/ดูแลบุคคลในครอบครัว การเพิ่มบทนิยามคำว่า “การจ้างงานรายเดือน” เป็นการจ้างงานที่มีลักษณะเป็นงานประจำและเต็มเวลา โดยลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน และกำหนดให้คณะกรรมการค่าจ้างต้องปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มทุกปี
ทาง กกร.ได้รับข้อร้องเรียนและความกังวลจากทั้งหอการค้าจังหวัดมากกว่า 70 จังหวัดทั่วประเทศ สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สมาคมการค้ามากกว่า 90 สมาคม และหอการค้าต่างประเทศจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยและคัดค้านกับร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกฎหมายที่ขาดการประเมินผลกระทบกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment RIA) อย่างรอบด้าน
เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวมีหลายมาตราที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และเพิ่มภาระต้นทุนให้กับนายจ้างในภาวะเศรษฐกิจที่ยังผันผวน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น จากการปรับกฎหมายใหม่ ทั้งยังอาจส่งผลให้เกิดการลดลงของความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศ และความสามารถในการดึงดูดการลงทุนของประเทศไทยในภาพรวมด้วย
“กกร. ขอคัดค้านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ทั้ง 3 ฉบับ ที่ไม่สอดรับกับข้อกำหนดองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ขาดการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน และเห็นควรให้มีการทำประชาพิจารณ์ใหม่ ให้มีตัวแทน สภาอุตสาหกรรมจังหวัด หอการค้าจังหวัด องค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง (ไตรภาคี) ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยให้กระทรวงแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นตัวกลางในการดำเนินการ”
– ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้กล่าวถึงจุดยืนของ กกร.ว่า เห็นด้วยในหลักการและบางมาตรการ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 แต่ควรปรับให้ชัดเจนและไม่ซ้ำซ้อนกฎหมายเดิม ที่มีข้อกังวลเรื่องความซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิม และเพิ่มต้นทุนต่อภาคธุรกิจโดยไม่จำเป็น เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535
อาทิ เชื้อเพลิงส่งเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 1-5 บาท/ลิตร ภาษีสรรพสามิต 5-6 บาท/ลิตร ส่งผลต่อต้นทุนทุกภาคส่วน การแก้ปัญหามลพิษจึงควรมุ่งเน้นมาตรการสนับสนุน และจูงใจทางภาษีหรือการเงินในการปรับปรุงคุณภาพการผลิตที่ลดมลพิษ ช่วยให้ทุกภาคส่วนปรับตัว แทนที่จะเก็บค่าธรรมเนียมอากาศสะอาดตั้งแต่หน่วยแรกที่ปล่อย หรือออกมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ทันที
ในส่วนของการจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาด กองทุนมีวัตถุประสงค์ครอบคลุมถึง 17 ข้อ แต่ยังไม่มีลำดับความสำคัญหรือสัดส่วนการใช้เงินอย่างชัดเจนในการแก้ปัญหามลพิษ และไม่ได้ผ่านขั้นตอนพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนตามที่ควรจะเป็น จึงมีความกังวลว่าอาจไม่สามารถจัดตั้งกองทุนได้จริงในทางปฏิบัติ
เรื่องอัตราโทษและบทกำหนดโทษ กกร. สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังต่อผู้ฝ่าฝืน แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้มีการกำหนดอัตราโทษสูงกว่าฉบับอื่น ที่สภาผู้แทนราษฎรเคยรับหลักการทั้งโทษแพ่งและโทษอาญา อาทิ การกำหนดโทษทางอาญา แม้ว่าจะเกิดจากความประมาท จำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 50 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานอากาศสะอาดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินร้อยล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน โดยเฉพาะในกรณีการกระทำโดยประมาท อาจไม่สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่ให้กำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง กกร. จึงเสนอให้ทบทวนระดับโทษให้สมดุลกับมาตรฐานสากล
– ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …
นายเกรียงไกร กล่าวว่า กกร.เข้าใจถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายโรงงาน ในประเด็นปัญหาต่างๆ หลายประเด็นส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคอุตสาหกรรมไทย ลดขีดความสามารถในการแข่งขัน กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เช่น การรื้อฟื้นระบบใบอนุญาตโรงงานแบบมีอายุ ขัดกับหลัก Ease of Doing Business กกร. ไม่เห็นด้วยต่อแนวทางการนำระบบใบอนุญาตแบบมีอายุกลับมาใช้
ทั้งนี้ เนื่องจากระบบดังกล่าวเคยสร้างปัญหาในอดีต ทั้งขั้นตอนการขออนุญาตที่ซับซ้อน ความล่าช้า ภาระด้านเอกสารเกินจำเป็น และเปิดช่องให้เกิดการทุจริตซึ่งขัดต่อหลักการบริหารภาครัฐสมัยใหม่ และแนวนโยบาย B-Ready (Ease of Doing Business) ที่รัฐบาลจะไม่สร้างอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบธุรกิจโดยไม่จำเป็น และเป็นหลักการที่รัฐประกาศส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังส่งผลต่อคะแนนการประเมินด้านการเข้าสู่ธุรกิจ (Business Entry) ในปี 2569
ในทางกลับกันจะสร้าง “ความไม่แน่นอนทางธุรกิจ” อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อใบอนุญาตใกล้หมดอายุ อาจทำให้สถาบันการเงินและคู่ค้าอาจชะลอการพิจารณาเครดิตหรือการลงทุน อีกทั้งยังอาจเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ง่าย
การเพิ่มประเภท “โรงงานควบคุมพิเศษ” ควรจำกัดเฉพาะกับโรงงานควบคุมพิเศษประเภทที่เกี่ยวข้องกับของเสียอันตราย หรือที่มีความเสี่ยงเฉพาะด้านเท่านั้น หากเปิดกว้างให้เป็นดุลยพินิจของผู้บังคับใช้กฎหมายในการออกกฎกระทรวงหรือประกาศเพิ่มเติมตามความจำเป็น อาจจะส่งผลให้ในอนาคต โรงงานทั่วไปที่ไม่ได้สร้างปัญหา อาจจะต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดจนเกินความจำเป็น เป็นอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ
การเพิ่มโทษอาญา ต้องเป็นไปตามหลักการที่ชัดเจน กกร. เห็นว่าการบังคับโทษในปัจจุบันไม่สามารถแก้ปัญหาในปัจจุบันได้ และต้องอยู่บนหลักความได้สัดส่วน (Proportionality) และต้องใช้อย่างจำกัด เพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ประกอบการ ซึ่งทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ
การให้โรงงานควบคุมพิเศษทำประกันภัย มีข้อกังวลด้านความพร้อมของตลาดประกันภัยในประเทศ กกร. เห็นว่าตลาดประกันภัยในประเทศยังไม่พร้อมสำหรับการทำประกันในลักษณะนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องซื้อประกันภัยจากต่างประเทศในราคาสูง จะเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายและลดความสามารถในการแข่งขัน ภาครัฐจึงควรเร่งพัฒนาตลาดประกันภัยภายในประเทศให้มีความพร้อมก่อนเริ่มบังคับใช้
ในช่วงท้าย กกร. ได้กล่าวเรียกร้องให้มีการทบทวนกระบวนการออกกฎหมายอย่างรอบคอบ โดยเน้นย้ำว่า การออกกฎหมายใหม่ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ควรยึดหลักความโปร่งใส เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน