สิงห์ เอสเตท เผยผลประกอบการ 9 เดือนปี 2568 ทำรายได้จากธุรกิจหลัก 10,480 ล้านบาท กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 405% แตะ 135 ล้านบาท รับแรงหนุนจากธุรกิจโรงแรมฟื้นตัวต่อเนื่อง โดย RevPAR ในไทยพุ่ง 31% หนุน EBITDA Margin ปรับขึ้นสู่ 25% ขณะกลุ่มอาคารเชิงพาณิชย์ทยอยปิดดีลผู้เช่ารายใหม่กว่า 4,000 ตร.ม. พร้อมคาดรายได้ไตรมาส 4 โตต่อเนื่องรับฤดูกาลท่องเที่ยว

วันที่ 13 พ.ย. 2568 นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ของปี 2568 บริษัทมีรายได้หลักจากการดำเนินงานรวม 3,615 ล้านบาท ส่งผลให้การดำเนินงานรอบ 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจหลัก 10,480 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรสุทธิ 135 ล้านบาท เติบโตขึ้นกว่า 5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
แบ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 1,882 ล้านบาท และรายได้จากการให้เช่าและการให้บริการจำนวน 8,567 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 นี้ ปรับตัวดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันจากปีก่อน จากระดับ 23% สู่ระดับ 25% เป็นผลจากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำไรสุทธิรวมเติบโตขึ้นถึง 405%
“หนึ่งจุดแข็งของสิงห์ เอสเตท คือการมีฐานรายได้ที่แข็งแกร่งจากสัดส่วนหลักที่มาจากรายได้ประจำทั้งจากธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาคารเชิงพาณิชย์ และธุรกิจโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสริมเสถียรภาพทางการเงินและสร้างความยั่งยืนในการดำเนินงาน รวมถึงช่วยให้บริษัทสามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
นายชัยรัตน์ กล่าวและว่าในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ธุรกิจโรงแรมยังคงมีผลการดำเนินงานที่โดนเด่น สามารถรายงานรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ได้สูงขึ้นทุกภูมิภาคเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันจากปีก่อน
โดยเฉพาะในประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวแต่ยังสามารถรายงาน RevPAR เติบโตขึ้นถึง 31% จากไตรมาส 3 ของปี 2567 สู่ระดับ 4,910 บาท โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากโรงแรม ทราย ลากูน่า ภูเก็ต ที่ตอกย้ำความสำเร็จของกลยุทธ์
การยกระดับคุณภาพสินทรัพย์ด้วย RevPAR สูงขึ้นกว่า 2 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันจากปีก่อน
ขณะที่กลุ่มธุรกิจอาคารเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันยังคงสามารถรักษาระดับอัตราการเช่าเฉลี่ยของสามอาคารหลัก ได้แก่ อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์, ซันทาวเวอร์ส และเอส เมโทร ในระดับ 80%
โดยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ได้ทยอยปิดการขายแก่ผู้เช่าหลัก (Anchor tenants) อย่างต่อเนื่อง คิดเป็นพื้นที่เช่าใหม่ที่สามารถปิดการขายได้กว่า 4,000 ตารางเมตร และมีกำหนดทยอยเข้าใช้พื้นที่ตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีนี้จนถึงต้นปี 2569 และคาดว่าอาคาร สิงห์ คอมเพล็กซ์ที่เป็นอาคารสำนักงานแฟล็กชิปของบริษัทจะมีอัตราการเช่ากลับมาที่ระดับ 90% อีกครั้งหนึ่ง
สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อคุณภาพโครงการตลอดจนทำเลศักยภาพที่สามารถตอบโจทย์ทั้งในแง่ของการทำงานและการใช้ชีวิต
ในส่วนของธุรกิจที่พักอาศัย โครงการ สริน พรานนก-กาญจนา ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนส.ค. ที่ผ่านมา ได้การตอบรับดี โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 เป็นต้นไป
ขณะที่โครงการซึ่งวางแผนจะปิดในปี 2568 ได้แก่ โครงการคอนโด ดิ เอส สุขุมวิท 36 คาดว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย โดยสร้างรายได้กว่า 350 ล้านบาทในปี 2568
ด้านธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม นอกจากที่ดิน 75 ไร่ ที่ปิดการขายกับบริษัท Dali Foods Group ก่อนหน้านี้และโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาสที่ 3 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว บริษัทได้บรรลุข้อตกลงการขายเพิ่มเติมแก่ บริษัท เพียวสตรอง จำกัด จำนวน 9 ไร่ โดยคาดว่าจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้
สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานยังคงเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ โดยสัดส่วนรายได้หลักยังคงขับเคลื่อนมาจากกลุ่มธุรกิจโรงแรม ที่มีแนวโน้มเติบโตและฟื้นตัวจากการเข้าสู่ฤดูกาลการท่องเที่ยวของโรงแรมในประเทศไทยและมัลดีฟส์
นอกจากนี้บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการเสริมสร้างรายได้จากธุรกิจหลักอื่น ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารต้นทุนทางการเงิน
ให้ลดต่ำลง ควบคู่กับการสรรหาแหล่งเงินทุนที่มีความเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและยกระดับความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว