‘สมเกียรติ’ ประธาน TDRI เตือนรัฐบาลอย่ากระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แนะต้องสร้างงานดี (Good Jobs) ปรับโครงสร้างโมเดลการผลิตใหม่ จับตานโยบายเลือกตั้ง
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิช ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวในงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ของ TDRI ในหัวข้อ “เครื่องจักรการเติบโตใหม่ ในยุคโลกาภิวัตน์ย้อนกลับ” ว่าแม้ไทยเคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 7% ต่อปี แต่ปัจจุบันไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือเพียงประมาณ 2% เท่านั้น
“ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง รั้งท้ายภูมิภาคเอเชีย เหลือนำหน้าเพียงญี่ปุ่นประเทศเดียว ส่งผลให้คนยากจนเดือดร้อน ซึ่งขณะนี้คนชนชั้นกลางก็เริ่มได้รับความเดือดร้อนแล้วเช่นเดียวกัน”
โดยสาเหตุที่ประเทศไทยมีการเติบโตช้า จนอาจทำให้ประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เวียดนามเติบโตแซงหน้าได้ ในระยะเวลาที่ไม่ถึง 20 ปีนั้น ก็เกิดขึ้นจากการที่ไทย เน้นในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่มากเกินไป เห็นได้จากทุกรัฐบาลที่เข้ามา กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อให้เห็นผลไว
แต่ทั้งนี้ การจะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้นั้น ต้องใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งรัฐบาลทุกรัฐบาลควรจะเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมาจากการสร้างงานที่ดีให้กับประชาชน
“ในต่างประเทศทั่วโลก เวลาพรรคการเมืองหาเสียง จะแข่งขันกันในเรื่องของการสร้างงานที่ดีให้กับประชาชนเพื่อจะได้รายได้ที่ดี แต่ในกรณีของไทย เราแทบไม่ค่อยเห็นเรื่องแบบนี้ แต่กลับได้ยินเฉพาะว่า รัฐบาลจะให้หรือแจกอะไรฟรีให้กับประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทั้งสิ้น และหลังจากนั้นสภาพเศรษฐกิจก็จะกลับไปเป็นเช่นเดิม”
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก TDRI ระบุว่า ระหว่างปี 2564–2567 การเติบโตต่อหัวของไทยเฉลี่ยเพียง 0.1% ต่ำจน “ไม่มีวันไล่ทันประเทศรายได้สูง” หากไม่ปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยปัญหาการโตต่ำยังส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็น 1.หนี้ครัวเรือนยังสูงกว่า 80% ของจีดีพี แม้เริ่มชะลอลง 2.ธนาคารไม่ปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอี เพราะเสี่ยงหนี้เสีย 3.ภาครัฐต้องอุ้มหลายภาคส่วน ทั้งครัวเรือน เกษตรกร และธุรกิจ ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูง
ขณะที่ ค่าจ้างแรงงานต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าผลตอบแทนไปสู่ทุนนิยมมากกว่าแรงงาน แม้ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ว่างงานสูง แต่เป็นประเทศที่คนทำงานแล้ว “รายได้ไม่พอ” โดยแรงงานจำนวนมากไม่สามารถเลี้ยงชีพครอบครัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทย คือ จะทำอย่างไรให้มีการสร้างงานที่ดี (Good Jobs) เกิดขึ้น เพราะการสร้างงานที่ดีให้เกิดขึ้นนั้น จะต้องเข้าไปปรับปรุงที่โครงสร้างภาคการผลิต ใน 3 ด้าน ได้แก่
1.ภาคเกษตร ต้องเน้นไปสู่เกษตรที่อ่อนไหวกับราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก หรือการทำเกษตรพรีเมี่ยม เพื่อให้สินค้าเกษตรของไทยมีมูลค่าที่สูงขึ้น หากทำได้จะเป็นการกระจายรายได้สูตรหักราก ให้กับประชาชนในชุมชนต่างๆที่ทำงานเกี่ยวกับการเกษตร
2.ภาคการบริการ ควรเน้นบริการที่ส่งออกได้ ไม่ใช่บริการเฉพาะในประเทศอย่างเดียว ซึ่งไทยมีตัวอย่างบริการที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมที่ไทยมีแต่บริการเฉพาะธุรกิจ Medical hub ที่ต่างชาติมารักษาพยาบาลในไทย
“แต่ปัจจุประเทศไทยกลายเป็นฐานสำคัญของการถ่ายทำภาพยนตร์ และซีรี่ส์ของแพลตฟอร์ม Streaming ต่างๆ ที่สามารถสร้างรายได้ในแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้น และกระจายรายได้ไปสู่ประชาชน”
3.ภาคการผลิต ซึ่งในส่วนนี้มีโจทย์ใหญ่ คือ จีนเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าล้นตลาด ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแข่งขันได้ และถ้าจะแข่งขันต้องหาจุดเด่นจุด
จุดเด่นที่สำคัญจุดหนึ่ง คือ การผลิตสีเขียว หรือผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต้องเป็นสินค้าที่เป็นแบรนด์ของคนไทยเอง โดยในส่วนนี้สินค้ายังสามารถขายได้ในตลาดโลก เช่น ในตลาดของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังมีความต้องการสินค้าอุปโภคของประเทศไทยอยู่
“โมเดลใหม่ การที่เราจะต้องสร้างขึ้นมา ไม่ใช่ว่ามีไม่กี่ธุรกิจที่คอยแบกทั้งประเทศ เพราะมันไปต่อไม่ได้แล้ว ถ้ามองย้อนไปในอดีต จะเห็นว่าไทยมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ไม่กี่ตัว ที่แบกทั้งประเทศ แต่ปัจจุบันจะพบว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่สามารถทำแบบเดิมได้”
อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเรื่องที่ดีและมีความจำเป็นอยู่บ้าง แต่รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนเครื่องบิน ที่มีเครื่องยนต์ทั้งในเรื่องของการบริโภคและด้านการผลิต
ที่ผ่านมารัฐบาล เน้นกระตุ้นด้านการบริโภคค่อนข้างเยอะ ขณะที่ด้านการผลิตกระตุ้นน้อยเกินไป ทำให้เครื่องบินของไทย บินขึ้นได้แบบไม่สมดุล เพราะฉะนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้ แต่ไม่ควรมากจนเกินไป และควรกระตุ้นความเข้มแข็งในระยะยาวควบคู่ไปด้วย
“ความเข้มแข็งในระยะยาว มีบางอย่างที่ไม่ต้องใช้เงินด้วยซ้ำ เช่น การแก้ไขกฎระเบียบ ที่ทำให้ธุรกิจทำมาหากินได้ยาก หากทำได้กก็จะทำให้เกิดการลงทุนมาแบบฟรีๆ โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้จ่ายใดๆ เลย ซึ่งก็เป็น นโยบาย Quick Big Win ที่เชียร์ให้รัฐบาลทำ”
ส่วน เรื่องความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นายสมเกียรติ ระบุว่า เนื่องจากไทยมีจุดเด่นในการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ที่ถูกบริษัทต่างชาติเลือกมาลงทุน เพราะฉะนั้นโจทย์ของประเทศไทย คือ จะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และต้องไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งมากระทบกับการค้า การตัดสินใจมาลงทุนของต่างชาติ
“การรักษาพื้นที่การรักษาดินแดนเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่เรื่องอะไรที่ไม่จำเป็นต้องยั่วยุจนเกินไปก็ไม่ควรทำ เพื่อวันหลังจะได้กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดี กลับมาค้าขายร่วมกัน และทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดนที่ได้รับผลกระทบที่ลดลง”
นอกจากนี้ยังได้เปิดเผยถึงกรณี ที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศระงับการเจรจาด้านอัตราภาษีการค้าทวิภาคีระหว่างไทย-สหรัฐ ด้วยว่า หากสหรัฐยกเลิกการเจรจา ไทยอาจเสียประโยชน์ทางการค้า เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐเปิดช่องให้ไทยเจรจาลดภาษีในหลายรายการ
“สหรัฐเรียกร้องให้ไทยเปิดเสรีการค้าเรียบร้อยแล้ว และกำหนดอัตราภาษีสินค้าจากไทยอยู่ที่ 19% แต่มีหลายรายการที่ผู้ประกอบการในสหรัฐไม่ได้ผลิต หากนำเข้าจากไทยจะไม่กระทบตลาด และสามารถเจรจาลดภาษีเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ได้”
ทั้งนี้ การลดภาษีดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสหรัฐพร้อมเจรจากับไทย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐต้องร่วมมือกันประคับประคองการเจรจาไม่ให้หยุดชะงัก เพื่อปกป้องประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะที่ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นายสมเกียรติ ระบุว่า ปีหน้าเป็นปีเลือกตั้ง ที่ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากประเทศไทยถูกปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้ง ซึ่งจะมีผลกระทบค่อนข้างเยอะ โดยที่ผ่านมาบริษัทจัดอันดับเครดิตได้ปรับในการมองเครดิตของประเทศไทยลดลง จากเป็นกลางมาสู่ในแดนลบ แต่ยังไม่หลุดเครดิต ซึ่งก็ยังไม่ได้มีผลโดยตรง
“เราต้องแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีการใช้เงินภาครัฐอย่างสมเหตุสมผลและรับผิดชอบ ถ้าโชว์เหตุตรงนี้ได้ความสะดุดวันนี้ก็จะหายไป แต่ตอนนี้หนี้สาธารณะอยู่ระดับที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ดังนั้นควรระมัดระวังว่าในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีในปีหน้า ถ้าทุกพรรคแข่งขัน ลดแลกแจกแถม ก็จะทำให้มีความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้นได้”
นายสมเกียรติ ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรตรวจสอบส่วนนี้พร้อมกับภาควิชาการภาคธุรกิจ ต้องช่วยกันเตือนรัฐบาลที่เป็นพรรคการเมืองต่างๆ ว่าการหาเสียงให้ประชาชนได้ประโยชน์ทำได้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบด้านการคลังด้วย
นายสมเกียรติ ยังได้กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ที่จะขยายเป็น 4,000 บาท สำหรับกลุ่มตกหล่น ว่าการใช้จ่ายภาครัฐสามารถทำได้ แต่ต้องชี้ชัดว่าเงินมาจากแหล่งใดและคุ้มค่าหรือไม่ หากสามารถอธิบายได้ว่าไม่กระทบวินัยการคลังเกินควร ก็ถือว่าไม่เป็นปัญหา
นอกจากนี้ ได้แนะนำว่า รัฐบาลควรพิจารณาปรับรูปแบบการจูงใจการลงทุนจากต่างประเทศ ลดการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่หันไปพัฒนาทักษะกำลังคนไทย เพื่อสร้างความยั่งยืนและเพิ่มคุณภาพงานให้ประชาชน ซึ่งเป็นวิธีที่สร้างผลประโยชน์ในระยะยาวแก่เศรษฐกิจไทย