บล.บัวหลวง มองเศรษฐกิจไทยปีหน้าทยอยฟื้นตัว ทำให้คงเป้า SET แตะ 1,440 จุด แนะที่ 4 ธีมหลัก เลี่ยงลงทุนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และยานยนต์

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเริ่มเห็นการทยอยฟื้นตัวในไตรมาสแรก โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล (ดาต้าเซ็นเตอร์) และอิเล็กทรอนิกส์ (เซมิคอนดักเตอร์) ซึ่งจะทยอยลงทุนจริงต่อเนื่อง หลังได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

2.ภาคท่องเที่ยว ที่เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 แตะ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 2.4% จากปีก่อน โดยเฉพาะตลาดอินเดีย รัสเซีย และยุโรป ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มฟื้นตัวจากฐานต่ำ แม้ว่าจีนเพิ่งผ่านช่วงโกลเด้นวีค แต่ยังไม่สามารถกลับไปถึงระดับก่อนโควิดได้

อย่างไรก็ดียังมีความหวังว่าช่วงไฮซีซั่นปลายปีนี้ยอดนักเที่ยวจะฟื้นตัว ด้วยไทยยังติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศที่นักท่องเที่ยวต่างชาติสนใจท่องเที่ยว และ3.ภาคการส่งออกที่จะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 4 ปี 2568 และมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาเป็นแรงสนับสนุนในครึ่งปีหลังปี 2569

นายชัยพร กล่าวว่า จากปัจจัยดังกล่าว บล.บัวหลวง ยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปี 2569 ที่ระดับ 1,440 จุด แม้ยังมีปัจจัยกดดัน เช่น เศรษฐกิจโลกชะลอตัว,การบริโภคในประเทศทรงตัวจากภาระหนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนทางการเมือง

ส่วนในช่วงเดือนสุดท้ายของปีนี้ ประเมินตลาดหุ้นไทยคาดเคลื่อนไหวในกรอบ โดยยังเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อสินค้าส่งออกบางประเภท แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุน FDI ในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์

ขณะเดียวกันภาคท่องเที่ยวที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ปี 2568 รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าง เที่ยวดีมีคืน และ คนละครึ่งพลัส ที่ทำให้คาดว่าในช่วงปลายปี 2568 SET Index อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 1,280 – 1,320 จุด

ด้านนายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research กล่าวว่า กลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับช่วงปี 2569 ยังเน้นกลุ่มหุ้นคุณภาพสูง และ/หรือหุ้นกลุ่มปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยเน้นไปที่ 4 ธีมหลัก

ได้แก่ 1.กลุ่มผู้นำการเติบโตธีมดาต้าเซ็นเตอร์-Digital transformation การเติบโตรอบใหม่ของกลุ่มโรงไฟฟ้า-น้ำ กำลังจะเริ่มต้น ความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจากดาต้าเซ็นเตอร์ คาดว่าจะเร่งตัวตั้งแต่ต้นปี 2569 หลังการอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2567 รวมถึงกลุ่มสื่อสาร คาดเติบโตแกร่งตามกระแส Digital transformation (หุ้น WHAUP, หุ้น GULF, หุ้น ADVANC)

2.กลุ่มเชื่อมโยงการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ทั้งกลุ่มปิโตรฯ และกลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง โดยนโยบาย “Anti-involution” ของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีเป้าหมายจำกัดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน ช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านอุปทานส่วนเกินเพิ่มเติม หนุนกลุ่มปิโตรฯ

ทั้งนี้ การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลกในปี 2569 จะหนุนความต้องการปิโตรฯ และกำไรกลุ่มปิโตรฯเติบโตในปี 2569 ในขณะที่ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคาดยังแข็งแกร่ง ผลิตภัณฑ์ใหม่คาดหนุนอัตรากำไรเพิ่มเติม และการเติบโต

3.กลุ่มที่กำไรคาดเติบโตต่อเนื่อง-ได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐฯ (นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก-เกษตรกร) มาตรการกระตุ้นฯ/แก้หนี้คาดทยอยออกมาต่อเนื่องลดแรงกดดันหนี้ครัวเรือนสูงล มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ Quick Big Win ที่ทยอยออกมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 ได้แก่ คนละครึ่งพลัส

และมีแนวโน้มดำเนินการโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ต่อ คาดเริ่มได้ในเดือนมกราคม 2569 หรืออาจมีมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการ Easy e-receipt สำหรับผู้มีรายได้สูงและอยู่ในระบบภาษีราว 4 ล้านคน หนุนการบริโภคเพิ่มเติม ในขณะที่มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนคาดเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากการรับซื้อหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) จากธนาคารพาณิชย์และ Non-Bank โดยการจัดตั้ง JV AMC คาดยังเน้นกลุ่มค้าปลีก (เน้นกลุ่มของใช้จำเป็น), ห้างที่มีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ, กลุ่มการเงิน (เฉพาะที่มีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี) (หุ้น CPN, หุ้น CENTEL, หุ้นAOT, หุ้น MTC, หุ้น TIDLOR)

4.กลุ่มปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ-ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นตลาดทุน หลังคลังเห็นชอบหลักการโครงการออมระยะยาว โดยให้สิทธินำวงเงินการซื้อขายหุ้น และมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ นำมาใช้ลดหย่อนภาษีทางตรงได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อใช้เป็นหนึ่งในมาตรการฟื้นความเชื่อมั่น ทั้งนี้ คาดมาตรการกระตุ้นตลาดทุนโครงการออมระยะยาว จะหนุนกลุ่มหุ้นพื้นฐานดีปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสาร (หุ้น KTB, หุ้นSCB)

จากแรงกดดันการค้าทั่วโลกและคู่แข่งในภูมิภาคที่กระตุ้นตลาดมากขึ้น ส่งผลให้หนี้สินสะสมและสินค้าคงคลังเก่ากดดันการส่งออก แรงหนุนสำคัญของตลาดปีหน้า ได้แก่ วัฏจักรการสะสมสินค้าคงคลังใหม่ หนุนการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลก การลงทุนภาครัฐผ่อนคลาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอุตสาหกรรมขับเคลื่อนเมือง ทำให้ FDI พุ่ง และความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่ม Data Center/AI สอดรับเทรนด์การเชื่อมต่อยุคใหม่ ช่วยหนุนการส่งออกในตลาดของเอเชีย

แม้ภาพรวมการส่งออกอาจลดลง รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนบุคคลที่จะมาดึงเงินทุนเข้าสู่ตลาด และนโยบายการเงินผ่อนคลาย สนับสนุนเศรษฐกิจให้เติบโต นอกจากนี้การท่องเที่ยวและมาตรการคุ้นทุน เช่น ลดหย่อนภาษีและ Easy e-Receipt จะช่วยพยุงการบริโภคภายในประเทศ

ส่วนความเสี่ยงที่ต้องจับตา บล.บัวหลวงมองว่าศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวและความไม่แน่นอนจากรัฐบาลต่างประเทศ รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนทั้งไทย-จีนยังอยู่ในระดับสูง กระทบการบริโภคภายในประเทศ และความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้งและการต่อสู้ทางนโยบาย งบประมาณปี 2568/22569 เพิ่มเพียงเล็กน้อย แต่มีผลต่อการลงทุนภาครัฐ

โดยสรุปคือ ปี 2569 ตลาดไทยเข้าสู่ยุค “Next Normal” พร้อมโอกาสเติบโตจากการลงทุนภาครัฐ เทรนด์เทคโนโลยี และแรงหนุนจากภาคอุตสาหกรรมโลก ขณะที่นักลงทุนต้องระวังปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจและการเมืองควบคู่กัน

สำหรับการลงทุนในปี 2569 แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ “Barbell Strategy” โดยกระจายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำ ดังนี้ 1.ตลาดหุ้น สัดส่วน 60% (แบ่งเป็นหุ้นไทย 10 %, หุ้นต่างประเทศผ่าน DR 50% กระจายทั้งในธีมเชื่องโยง AI ในสหรัฐฯ (เช่น GOOGL0 และ NVDA01) ธีมเศรษฐกิจดิจิทัลในจีน (เช่น TENCENT01) รวมถึงอินเดีย (INDIA01)และเวียดนาม (E1VFVN3001)

2.ตราสารหนี้ สัดส่วน 30% และ 3. ทองคำ สัดส่วน 10% โดยราคาทองคำยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐฯ, การเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก และแรงซื้อจากกองทุน ETF โดยตั้งเป้าราคาทองคำที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณบาทละ 78,000) ภายในปี 2569 และอาจแตะระดับ 6,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในปี 2570 – 2571 ซึ่งสะท้อนว่า ทองคำ ได้เข้าสู่ Super Cycle ระยะที่ 3 อย่างสมบูรณ์

ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ และยานยนต์ เนื่องจากฟื้นตัวช้าและได้รับผล กระทบจาก ภาระหนี้ครัวเรือนสูง ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอาจต้องอาศัยปัจจัยภายนอก เช่น การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว และการปรับเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน