บอร์ดอีวี อนุมัติปรับปรุงมาตรการ EV3 และ EV3.5 ให้ผลิตชดเชยส่งออก 1.5 คัน กางสถิติเดือนต.ค.2568 บีโอไอส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมอีวีแล้ว 1.4 แสนล้าน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดอีวีชุดใหม่ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ทั้ง EV3 และ EV3.5 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดของโลกและของประเทศไทย
โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เรื่องการปรับปรุงมาตรการเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย 1.การขยายเวลาจดทะเบียนรถอีวีที่ผลิตในประเทศ ภายใต้มาตรการ EV3 และ EV3.5 จากเดิมต้องจดทะเบียนให้แล้วเสร็จภายในเดือนธ.ค.2568 และ 2570 เป็นภายในเดือนม.ค.ของปีถัดไป
2.การกำหนดเงื่อนไขจ่ายเงินอุดหนุนเพิ่มเติม หากผู้ผลิตล่าช้ากว่าแผน กรมสรรพสามิตจะชะลอการจ่ายเงินอุดหนุนจนกว่าจะดำเนินการได้ตามแผน ป้องกันความเสี่ยงจากการที่ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตชดเชยได้ตามเงื่อนไข
3.การอนุญาตให้ผู้เข้าร่วมมาตรการ EV3 สามารถเพิ่มรายชื่อโรงงานอุตสาหกรรม ที่เป็นคู่สัญญาในมาตรการ EV3.5 เข้ามาในสัญญา EV3 ได้ ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตชดเชยตามกรอบเวลาที่กำหนด สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของภาคธุรกิจ
4.การขยายเวลาการผ่อนผันการนับมูลค่าวัตถุดิบที่ได้ถิ่นกำเนิดในประเทศไทยสำหรับเซลล์แบตเตอรี่จากต่างประเทศ จากเดิมสิ้นสุดปี 2568 ออกไปอีก 6 เดือน เป็นสิ้นเดือนมิ.ย.2569
อีกทั้ง ให้ปรับลดสัดส่วนมูลค่าเซลล์แบตเตอรี่จากต่างประเทศเป็นวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศได้ไม่เกิน 10% จากเดิมให้ไม่เกิน 15% ของราคายานยนต์ไฟฟ้าหน้าโรงงาน โดยระหว่างผู้ผลิตได้รับการผ่อนผัน ต้องเสนอแผนจัดหาชิ้นส่วนในประเทศที่ชัดเจน และจะถูกระงับการจ่ายเงินอุดหนุนตามมาตรการ EV3 และ EV3.5
5.กำหนดวิธีปฏิบัติและแนวทางดำเนินการสำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ผู้ผลิตต้องผ่านการทดสอบและรับรองค่าการปล่อยคาร์บอนตามเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมแสดงข้อมูลผ่านระบบ ECO Sticker
ด้านการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ ต้องมีการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) ที่มีมูลค่าสูงหรือปานกลางที่ผลิตในประเทศ และมีการใช้แบตเตอรี่ที่มีการผลิตอย่างน้อยในระดับ Pack Assembly ในประเทศ โดยมีโรงงานประกอบเครื่องยนต์ที่ผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ 4 ใน 5 ชิ้น หรือมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ 40% มีการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา หรือมีการจ้างแรงงานไทยไม่น้อยกว่า 75%
ด้านความปลอดภัยและระบบ ADAS ผู้ผลิตต้องนำรถเข้าทดสอบการทำงานของระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) ที่ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ครอบคลุมการทดสอบทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ Car-to-Car Rear Stationary, Lane Keeping, ระบบเตือนการออกนอกช่องจราจร (LDW) และระบบตรวจจับจุดบอด (BSD)
กลุ่มที่สอง การปรับปรุงมาตรการเพื่อลดหรือป้องกัน ปัญหาการผลิตล้นตลาดในประเทศ (Oversupply) ได้แก่ 1.ปรับปรุงเงื่อนไขการนับจำนวนการผลิตชดเชยเพื่อส่งออก ให้นับการส่งออก 1 คัน เป็นการผลิตชดเชย 1.5 คัน จูงใจให้ผู้ประกอบการส่งออกเพิ่มเติม รวมถึงขยายเวลาให้ส่งออกและส่งหลักฐานการส่งออกได้ถึงวันที่ 30 มิ.ย.ปีถัดไป
2.เพิ่มทางเลือกในการออกจากมาตรการ EV3 และ EV3.5 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาจำหน่ายแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุน ให้สามารถจ่ายส่วนต่างภาษีสรรพสามิตที่ได้รับการลดหย่อนคืน พร้อมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม เพื่อลดยอดที่ต้องนำไปคำนวณการผลิตชดเชย
“วันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็น New Growth Engine ของเศรษฐกิจไทย จากยอดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของโลกที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่ม HEV, PHEV และ BEV เป็นเครื่องยืนยันว่ามาตรการของบอร์ดอีวี ที่มุ่งสร้างประเทศไทยให้เป็นฐานสำคัญของการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคและของโลกเดินมาถูกทาง และกำลังสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้”
นายนฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เห็นได้จาก ณ เดือนต.ค.2568 บีโอไอส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไปทั้งสิ้น 1.4 แสนล้านบาท ครอบคลุมทั้งการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญ สถานีชาร์จไฟฟ้า และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่
อาทิ กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) 21 โครงการ เงินลงทุนรวม 40,449 ล้านบาท กิจการผลิตแบตเตอรี่ 54 โครงการ เงินลงทุนรวม 79,473 ล้านบาท กิจการผลิตชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ เช่น Traction Motor, BMS DCU, Inverter, On-board Charger 45 โครงการ เงินลงทุนรวม 10,002 ล้านบาท กิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าและสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery swapping) 32 โครงการ เงินลงทุนรวม 6,066 ล้านบาท