OR เร่งปรับกลยุทธ์เพิ่มศักยภาพทำกำไร ภายใต้ 3 เสาหลักธุรกิจ ทั้งพลังงาน ไลฟ์สไตล์ และต่างประเทศ เดินหน้ารุกตลาดเมียนมา–ลาว หลังเห็นสัญญาณลงทุนดีขึ้น ขณะเดียวกันเฝ้าประเมินสถานการณ์กัมพูชา หลังยอดขายวูบ 50–60% พร้อมยุติธุรกิจกาแฟในเวียดนามเพื่อตัดขาดทุน ตั้งเป้าปี 2569 ดันมาร์เก็ตแชร์น้ำมันเพิ่ม และเร่งยอดผู้ใช้บริการ PTT Station เป็นวันละ 4.3–5 ล้านคน

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่าบริษัทได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจโดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความสามารถในการทำกำไร แต่ทั้งนี้ยังคงอยู่ภายใต้ 3 เสาหลักที่สร้างการเติบโตให้ธุรกิจ OR ประกอบด้วย

ธุรกิจจำหน่ายพลังาน (Mobility) โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งยังเป็นสัดส่วนรายได้หลักที่ 90% ในขณะเดียวกันจะรุกธุรกิจไลฟ์สไตล์มากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้เพียง 4-5% แต่มีประสิทธิภาพในการทำกำไรได้เกือบ 30% ของกำไรสุทธิรวม

ในขณะที่ธุรกิจต่างประเทศ ซึ่งเตรียมที่จะเสนอแผนการลงทุน โดยมุ่งเน้นไปที่ประเทศในภูมิภาคเอเขียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เมียนมา ลาว และกัมพูชา โดยจะใช้ความสำเร็จของการทำธุรกิจในประเทศ ไปขยายการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ

เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับประเทศไทย และที่สำคัญประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการคมนามคมถนน ทางรถไฟ ทางเรือ รวมถึงมีศักยภาพของโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า และโครงข่ายท่อน้ำมัน ที่เอื้อต่อการเข้าไปทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน

ขณะเดียวกันก็มองว่าสถานการณ์ในประเทศเมียนมาน่าจะผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว ซึ่งในเดือนธ.ค. นี้จะมีการเลือกตั้ง หากเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก จะเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนด้านพลังงาน ในขณะที่ประเทศลาว บริษัทได้มีการขยายสถานีบริการน้ำมันไปเกือบทุกจังหวัดแล้ว

แต่อย่างไรก็ดีในส่วนของประเทศกัมพูชา ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อยอดขายในกัมพูชาลดลงอย่างมากถึงประมาณ 50-60% แต่มีผลกระทบต่อกำไรประมาณ 2-3% ซึ่งจากเดิมที่เคยมีสถานีบริการน้ำมัน 200 กว่าสถานี ทั้งนี้ 10% เป็นการลงทุนของ OR ที่เหลือเป็นของตัวแทนจำหน่ายในกัมพูชา

โดยนับตั้งแต่มีความขัดแย้ง และเกิดการต่อต้านสินค้าจากไทย ทำให้ได้มีการทยอยปิดไปเหลือประมาณ 150 สถานี้ รวมถึงจำนวนร้าน คาเฟ่ อะเมซอน ก็มีเท่ากับจำนวนสถานีบริการน้ำมัน

“บริษัทยังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ โดยเฝ้าดูพัฒนาการของสถานการณ์ในกัมพูชาอย่างใกล้ชิด และมีแผนรองรับไว้แล้ว หากยอดขายยังคงตกต่ำมาก โดยกรณีเลวร้ายสุด เช่นมีการปิดสถานทูตไทยในกัมพูชา บริษัทอาจจะต้องเปลี่ยนยุทธวิธีหรือปิดกระบวนการลงทุนในกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำไรรวมของ OR เพียง 2-3% แต่ทั้งนี้หากทั้ง 2 ประเทศมีการกลับมาเจรจากันได้จริง ธุรกิจยังไปได้”

หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวและว่าในส่วนอนาคตของธุรกิจในประเทศเวียดนาม ล่าสุดคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ได้อนุมัติให้เลิกธุรกิจร้านกาแฟในเวียดนามแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการถอนตัวหรือลดขนาดธุรกิจ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ความสำเร็จของธุรกิจในไทยไม่สามารถใช้กับเวียดนามได้

เนื่องจากคู่แข่งท้องถิ่นแข็งแกร่งมาก และจำนวนสาขายองคาเฟ่อเมซอนที่มีอยู่ 20-30 สาขา ไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการตั้งสำนักงานใหญ่ที่เวียดนาม อีกทั้งการทำธุรกิจในเวียดนามมีค่าใช้จ่ายแฝงสูง ทำให้ไม่สามารถขยายได้เมื่อเทียบกับในไทยซึ่้งมีกว่า 4,000 สาขา ดังนั้นการตัดสินใจปิดกิจการในเวียดนามครั้งนี้ถือเป็นการสิ้นสุดการขาดทุนที่เคยเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดีหม่อมหลวงปีกทอง ยังได้กล่างถึงทิศทางพลังงานในปี 2569 มองว่าราคาน้ำมันดิบน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปัจจุบันที่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ว่าจะมีเรื่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามามากขึ้น แต่การใช้น้ำมันจะยังไม่ถึงจุดสูงสุด

ตราบใดที่ราคาน้ำมันดิบยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็ไม่เกิดแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่านจากการใช้รถเครื่องยนต์สันดาปไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(EV) ได้เร็วนัก เพราะราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับที่รับได้

โดยในปี 2569 ตั้งเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด(มาร์เก็ตแชร์)จากการขายน้ำมัน พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มปริมาณผู้เข้าใช้บริการ (Traffic) ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ให้ได้ 4.3 ล้านคนต่อวัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.9 ล้านคนต่อวัน

และเป้าหมายภายในปี 2571 อยากเพิ่มเป็น 5 ล้านคนต่อวัน ซึ่งปัจจุบัน OR มีมาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันหรืออยู่ที่ 36% และเป็นรายเดียวในขณะนี้ที่มีส่นวแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทวางเป้าหมายในอนาคตที่เพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 40%

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน