กกพ. เผย กฟภ. ขยายเวลาจ่ายค่าไฟเดือนพ.ย. ออกไป 20 วัน จากเดิม 10 วัน ยกระดับความพร้อมระบบไฟฟ้าภาคใต้มีเสถียรภาพ หลังผู้ผลิตไฟฟ้าเขต 12 หยุดเดินระบบ 13 ราย

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ได้รับแจ้งจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ว่า จะขยายระยะเวลาชำระค่าไฟฟ้าประจำเดือนพ.ย. จากเดิม 10 วันเป็น 20 วัน เพื่อผ่อนภาระให้ผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่น้ำท่วม โดยให้เป็นอำนาจพิจารณาของผู้จัดการการไฟฟ้าสาขาในแต่ละพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน

สำหรับสถานการณ์ฝนตกสะสมต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคใต้ตอนล่าง ส่งผลกระทบต่อสถานประกอบกิจการพลังงานในจังหวัดสงขลา ยะลา และปัตตานี บางแห่งจำเป็นต้องหยุดเดินระบบชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

ผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้า ที่แจ้งหยุดประกอบกิจการ ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่กำกับดูแลของสำนักงาน กกพ. เขต 12 จังหวัดสงขลา (สข.12) ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบและสนับสนุนการบริหารเหตุฉุกเฉินด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง

ณ เวลา 13.10 น. ของวานนี้ (27 พ.ย.2568) สข.12 รายงานเพิ่มเติมว่า มีผู้ประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าแจ้งปลดระบบรวมแล้วทั้งสิ้น 13 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,635.776 เมกะวัตต์ โดย สข.12 อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเหตุขัดข้องจากผู้ประกอบการเพื่อรายงานต่อสำนักงาน กกพ. ส่วนกลางตามขั้นตอนบริหารเหตุฉุกเฉินด้านพลังงาน

เบื้องต้น สามารถสรุปผู้ประกอบการที่แจ้งหยุดเดินระบบรวม 13 ราย รวมกำลังการผลิตทั้งหมด 1,635.776 เมกะวัตต์ มีดังนี้

1.บริษัท กัลฟ์ จะนะ กรีน จำกัด จำนวน 25.000 เมกะวัตต์

2.บริษัท โกลบอลกรีนโฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 9.500 เมกะวัตต์

3.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (โรงไฟฟ้าจะนะ) จำนวน 710.000 เมกะวัตต์

4.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 2) จำนวน 804.100 เมกะวัตต์

5.บริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 33.600 เมกะวัตต์

6.บริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด (ใบอนุญาตขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ) จำนวน 0.000 เมกะวัตต์

7.บริษัท ซิมเพแทกซ์ โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1.150 เมกะวัตต์

8.บริษัท กรีเอ็นเนอร์จี จำกัด จำนวน 9.600 เมกะวัตต์

9.บริษัท อีโคเจนเนอเรชั่น จำกัด จำนวน 4.800 เมกะวัตต์

10.บริษัท ดีโคโนเมธเนอร์จี้ จำกัด จำนวน 9.000 เมกะวัตต์

11.บริษัท ปัตตานีมุ่งพัฒนาไบโอแก๊ส จำกัด จำนวน 2.992 เมกะวัตต์

12.บริษัท ปาล์มพัฒนาไบโอแก๊ส จำกัด จำนวน 2.134 เมกะวัตต์

13.บริษัท ยะลากรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด จำนวน 9.900 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม แม้หลายพื้นที่ยังคงอยู่ในระดับเฝ้าระวัง แต่ระบบไฟฟ้าภาคใต้โดยรวมยังมีเสถียรภาพ หน่วยงานในพื้นที่และส่วนกลางได้ยกระดับความพร้อมเต็มกำลัง ทั้งด้านระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซธรรมชาติ และการบริหารเชื้อเพลิงสำรอง เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการอย่างปลอดภัยที่สุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน