พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อพ.ย.ลด0.49% คาดฉุดเป้าปี68ติดลบ0.2% หดตัวครั้งแรกในรอบ5ปี พิษน้ำมันโลกราคาร่วง4ปีติดต่อกัน -รัฐอุ้มราคาพลังงาน คาดปีหน้าพลิกเป็นบวก0.5%

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดถึงเงินเฟ้อเดือนพ.ย. 2568 ว่าปรับลดลง 0.49% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แต่ติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ 0.76 %

โดยมีการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและบริการดังนี้ หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มลดลง 1.13% จากการลดลงของค่ากระแสไฟฟ้า แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน และค่าแต่งผมบุรุษและสตรี

ขณะที่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.54 % ปรับตัวสูงขึ้นหลังจากลดลงต่อเนื่องมา 3 เดือน จากการสูงขึ้นของกับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ผักสด โดยเฉพาะผักชี ผักบุ้ง พริกสด ปลาทู

นายนันทพงษ์กล่าวว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือนพ.ค. เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออกพบว่า สูงขึ้น 0.66 % เร่งตัวขึ้นจากเดือนต.ค.2568 ที่สูงขึ้น 0.61 % ส่วนอัตาเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 11 เดือน (ม.ค. – พ.ย. ) ปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลง 0.12 %

“คาดว่าเดือนธ.ค. เงินเฟ้อจะยังคงติดลบ ระหว่าง 0.18-0.48% ส่งผลให้เงินเฟ้อทั้งปีนี้มีแนวโน้มจะพลิกติดลบ 0.15-0.2%จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวเป็นบวก0% ถือเป็น การติดลบครั้งแรกในรอบ5ปี สาเหตุหลักเกิดจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงมาก ขณะที่น้ำท่วมภาคใต้มีผลกระทบต่อเงินเฟ้อไม่มากเพียง 0.01-0.05% เท่านั้น รวมทั้งรัฐบาลยังคงมีมาตรการดูแลค่าไฟฟ้าและพลังงานต่อเนื่อง ยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด หรือเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงขยายตัวเป็นบวก ชี้ให้เห็นว่าอุปสงค์ในตลาดยังปกติ แต่หลังจากนี้อาจจะต้องเฝ้าระวังมากขึ้น”

นายนันทพงษ์กล่าวต่อถึงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อปี2569ว่าคาดการณ์ว่าจะอยู่ระหว่าง0.0 – 1.0 % โดยมีค่ากลางอยู่ที่0.5% ทั้งนี้เป็นการคาดการณ์ภายใต้ปัจจัยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัว 1.2-2.2 % น้ำมันดิบดูใบราคาเฉลี่ยที่ 60- 70 สหรัฐ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ระหว่าง32-33 บาท/เหรียญสหรัฐ

สาเหตุที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อปีหน้าเร่งตัวและอาจพลิกกลับเป็นบวก เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากนโยบายรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ ,ภาคการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 33.4 ล้านคน ในปี 2568 มีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 2.79 ล้านล้านบาท อาจทำให้สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องอาจปรับราคาสูงขึ้น

ทั้งนี้ยอมรับว่ายังมีปัจจัยที่กดกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีหน้าปรับลดลง คือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2568 ,ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่ากระแสไฟฟ้าครัวเรือน ค่าโดยสารสาธารณะ และการตรึงราคาก๊าซ LPG

รวมทั้งเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำเพียง1.7 % ในปี 2569 ต่ำกว่าปี 2568 ซึ่งอยู่ที่2.0% และเป็นการขยายตัวต่ำกว่า3.0% เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน ทำให้อุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ และขาดแรงส่งไปยังเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ ประกอบกับเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้ไทยนำเข้าสินค้าราคาต่ำ โดยเฉพาะเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

นายนันทพงษ์ กล่าวถึงผลกระทบต่อภาคการส่งออกรณีน้ำท่วมภาคใต้ว่า กระทบผู้ส่งออกรวม 442 ราย รวมมูลค่าความเสียหาย 815.8ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นMSMEsจำนวน 280 ราย คิดเป็นสัดส่วน 63.3% ของจำนวน ผู้ส่งออกทั้งหมดใน9จังหวัดที่มีมูลค่าส่งออกรวมทั้งสิ้น 61.5ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบ อาทิ ไม้แปรรูป ไม้และผลิจตภัณฑ์ไม้อื่น และผักสด แช่เย็น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน