คลังเร่งเคาะมาตรการTISA ย้ำตัวคูณลดหย่อน 0.7 และ 1.3 เป็นแค่ตัวอย่าง พร้อมผุด “ไมโครอินชัวรันส์” ดันรากหญ้าเข้าถึงประกัน คาดชงข้อสรุป ให้ครม.ใน 2 สัปดาห์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการนำเสนอหลักการและกรอบมาตรการ Quick Big Win เสาที่ 4 เพื่อสนับสนุนการออมของประชาชน ว่ามาตรการชุดนี้เป็นผลจากการบูรณาการร่วมกันของหลายหน่วยงาน ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ เพิ่มความมั่นคงทางการเงินให้คนไทยในระยะยาว บัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA)

ปัญหาสำคัญของประเทศคือ ประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ไม่มีเงินออมและไม่มีหลักประกันหลังเกษียณ ทำให้จำเป็นต้องดึงทุกเครื่องมือในระบบเศรษฐกิจและการเงินเข้ามาใช้ ทั้งภาษี พันธบัตรออมทรัพย์ และประกันภัย เพื่อสร้างความมั่นคงให้ประชาชนอย่างแท้จริง

โดยมาตรการลดหย่อนภาษีแบบเดิม เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF) หรือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund หรือ TESG) ในปัจจุบันทำให้เกิดความบิดเบือน เพราะประชาชน ซื้อเพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อน ไม่ได้ซื้อเพื่อออมระยะยาวตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง อีกทั้งเมื่อครบกำหนดมักเกิดแรงกดดันให้รัฐต้องขยายเวลาออกไปเรื่อย ๆ จนกระทบตลาดทุน

“นักลงทุนจำนวนมาก รวมถึงตัวผมเองขาดทุนจาก LTF ประมาณ 25–30% ขณะที่รัฐต้องสูญเสียรายได้ภาษีกว่า 40,000 ล้านบาท แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบออมอย่างที่ควรจะเป็น ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องแก้ไข” นายเอกนิติ กล่าว

นานเอกนิติ กล่าว สำหรับมาตรการใหม่ รัฐบาลปรับรูปแบบแรงจูงใจทางภาษีให้ถาวร โดยกำหนดกรอบลดหย่อนภาษีสูงสุด 800,000 บาทต่อปี สำหรับช่วงเปลี่ยนผ่าน จะให้แต้มต่อสำหรับผู้ที่ซื้อกองทุน Thai ESG จะได้สิทธิลดหย่อน 1.2 เท่า เช่น ซื้อ 100,000 บาท หักลดหย่อนได้ 120,000 บาท พร้อมปลดล็อกเพดานเดิมของข้อจำกัดกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) ที่กำหนดไว้ห้ามเกิน 30% ของรายได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยมีแรงจูงใจในการออมมากขึ้น

ด้าน โครงการพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ซึ่งเป็นสินทรัพย์มั่นคงมาก แต่ปัจจุบันประชาชนถือเพียง 5% เพราะเข้าถึงยาก รัฐบาลจึงจะเปิดจำหน่ายทุกเดือน ซื้อ–ขายได้ตลอดเวลา เหมาะสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ต้องการความเสี่ยงต่ำและยังสามารถใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ในยามจำเป็นได้

ขณะที่ มาตรการยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) ที่รัฐบาลยังเดินหน้าประกันภัยราคาประหยัด เพื่อให้ประชาชนรายได้น้อยมีการคุ้มครอง ขณะเดียวกัน คปภ. ได้ปรับเกณฑ์ให้บริษัทประกันสามารถลงทุนในตลาดทุนได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้เอาประกัน

ทั้งนี้ TISA มีการหารือกันใน ครม. เศรษฐกิจ คือการวางกรอบกว้างๆ ส่วนรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ พร้อมรับฟังและปรับปรุงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นธรรม ไม่ได้เจตนาจะทำให้ใครเสียประโยชน์ แต่ต้องการกระจายเม็ดเงินสู่คนตัวเล็กตัวน้อยให้มีแรงจูงใจในการออมมากขึ้น

“การดำเนินมาตรการนี้ เพราะคิดถึงคนไทยในระยะยาว และคิดถึงว่า อยากจะทำให้บิดเบือนในอดีต ยกเลิกไป ข้อเสนอ TISA นี้ โดย ก.ล.ต. ศึกษามานาน และขอบคุณทุกความเห็น อะไรที่เห็นว่าสามารถปรับได้ ก็จะพยายาม”

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอให้ผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี สามารถหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น 1.3 เท่า ขณะที่ผู้มีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี หักลดหย่อนภาษีได้ 0.7 เท่า ว่า ขณะนี้ตัวเลขตัวคูณ 1.3 และ 0.7 ที่ปรากฏในข่าว เป็นเพียง “ตุ๊กตา” ตัวอย่างหนึ่งในหลายโมเดลที่ทีมงานจัดทำขึ้น โดยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจำลองหลาย scenario เพื่อประเมินผลกระทบเชิงพฤติกรรมและฐานรายได้ของผู้เสียภาษี พร้อมย้ำว่ายังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพื่องจากคณะรัฐมนตรียังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ

สำหรับข่าวที่เผยแพร่ออกไปเป็นเพียงข้อมูลชุดเดียว ยังไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมดของมาตรการที่อยู่ระหว่างการกลั่นกรองในชั้น ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งได้เสนอเข้าเพื่อขอความเห็นชอบในหลักการเท่านั้น ยังไม่ใช่รายละเอียดสุดท้าย จึงขอให้ประชาชนรอความชัดเจนเพิ่มเติม โดยยืนยันว่าทีมงานได้พิจารณาทางเลือก tapering และตัวคูณหลายชุดควบคู่กัน ไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้ง

“มาตรการนี้มีผลต่อพฤติกรรมการออมตั้งแต่ปีหน้า จึงต้องเร่งสรุปให้ได้ภายในปี 2568 เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการลงทุนปีใหม่ได้อย่างเหมาะสม โดยขณะนี้เหลือเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ ซึ่งรัฐบาลตั้งใจเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ทันก่อนสิ้นเดือนธ.ค. 68 ”

สำหรับตัวเลขฐานรายได้ 1.5 ล้านบาทที่นำมาคูณ 1.3 และ 0.7 นั้น เป็นเพียงหนึ่งในโมเดลจากงานวิจัยที่นำมาประเมินผลกระทบ ทั้งจากข้อมูลพฤติกรรมผู้ลงทุนในอดีต และจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ โดยตัวเลขรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทคือฐานรายได้ของผู้ยื่นภาษีประมาณ 96% ของประเทศ ถือเป็นฐานใหญ่ แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย เพราะต้องพิจารณาเพิ่มเติมอีกหลายปัจจัย

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สำหรับปัจจุบันการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการลงทุนและการซื้อประกันชีวิตจะแยกเป็นหลายก้อน ได้แก่ ประกันชีวิตแบบบำนาญ 200,000 บาท, กองทุน RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ PVD, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน และ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) รวมสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด 500,000 บาทต่อปี ส่วน Thai ESG ปี 70-75 สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี

แต่รูปแบบ TISA ซึ่งจะรวมสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากทุกประเภทการลงทุนและการออมเข้าด้วยกัน โดยครอบคลุมทั้ง ประกันชีวิตแบบบำนาญ, กองทุน RMF, กองทุน PVD, กบข., กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน, กอช., หุ้น ETF, กองทุนรวมอื่น ๆ, ตราสารหนี้, Thai ESG (x1.X) และ Infra Fund(x1.X) ลงทุน XXX,000 บาท ได้ลดหย่อนเทียบเท่าลงทุน 800,000 บาท

“ผู้ลงทุนตามรูปแบบ TISA จะสามารถลดหย่อนภาษีได้เทียบเท่ากับยอดลงทุนสูงสุด 800,000 บาทต่อปี และหากออมเพิ่มอีกปีละ 200,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษีดอกเบี้ย, เงินปันผล และ Capital Gains ด้วย”

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า TISA ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการออมที่ไม่เพียงพอของมนุษย์เงินเดือน โดยใช้มาตรการภาษีเป็นแรงจูงใจ ส่วนรายละเอียดการลงทุนใน TISA จะไม่ครอบคลุม Depositary Receipt (DR) ซึ่งจะลงรายละเอียดในทันที หากที่ประชุมครม.พิจารณาเห็นชอบ โดยจะเริ่มใน ก.ค. 69 เพราะในช่วงครึ่งปีแรก ยังจะต้องวางระบบเพื่อให้สามารถลงทุนตรงได้

ทั้งนี้ตัวเลขลดหย่อนภาษียังไม่ได้ข้อสรุป จนกว่าจะนำเสนอให้ ครม. พิจารณา ทั้งนี้ยังมีชุดตัวเลขลดหย่อนหลายคู่ที่เตรียมไว้ หากมองแค่ตัวเลข 1.3 เท่า และ 0.7 เท่าเพียงอย่างเดียว อาจลดทอนแรงจูงใจในการลงทุน แต่ในภาพรวมโครงการยังมีหลายบริบทที่ควรพิจารณา และหากการลงทุนส่วนใดได้รับผลกระทบ ควรมีมาตรการดูแลเป็นพิเศษด้วยตัวคูณที่เป็นโปรโมชั่น

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า พันธบัตรรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ “ออมพลัส” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการออมผ่านพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้นและมีความคล่องตัวมากขึ้น

โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่า ปัจจุบันนักลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นสถาบันการเงินถึง 95% เช่น ธนาคารพาณิชย์ กองทุนประกันสังคม กองทุนต่าง ๆ และบริษัทประกันภัย ส่วนผู้ลงทุนรายย่อยถือเพียง 5% หรือประมาณ 170,000 คน โดยกลุ่มผู้สูงอายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงเกือบ 60% ขณะที่กลุ่มวัยทำงานยังมีสัดส่วนน้อยไม่ถึง 30%

โดยจุดเด่นของ พันธบัตร “ออมพลัส” คือ ดอกเบี้ยดี จ่ายทุก 12 เดือน ซื้อขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท โดยซื้อขายบน STREAMING ได้ตั้งแต่ ก.ค. 2569 โดยผู้ซื้อต้องอายุ 20 ปีขึ้นไป ไม่มีวงเงินสูงสุด โดยเปิดขายทุกเดือน ตั้งแต่ ม.ค.-ธ.ค. และขายผ่าน STREAMING เหมือนหุ้น เว็บไซต์ แอป โทรผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการ สำหรับอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขรายละเอียด จะประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงเดือนมกราคมนี้

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า สำหรับส่วนของมาตรการด้านการประกันภัยนั้น จะชวยเสริมหลักประกันชีวิต ลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝัน โดยจะยกเว้นอากรแสตมป์ สำหรับประกันรายย่อย โดยประโยชน์ คือ ลดต้นทุนการทำประกัน

ทำให้ประชาชนเข้าถึงการคุ้มครองที่ง่ายขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยต่างๆ เช่น กรมธรรม์อุบัติเหตุส่วนบุคคลในช่วงวันหยุดยาว เบี้ยประกันภัยเพียง 10 บาท คุ้มครอง 2 เดือน ปกติค่าธรรมเนียมอากรจะทำให้ค่าใช้จ่ายรวมเป็น 30 บาท แต่ภายใต้โครงการ ประชาชนจ่าย 30 บาททั้งหมดจะถูกนำไปใช้ในการคุ้มครอง ทำให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงระบบประกันภัยได้ง่ายขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะผู้มีรายได้สูงหรือปานกลาง

โดยมาตรการดังกล่าว จะช่วยให้บริษัทประกันภัยมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นในตราสารทุนได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท เพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท และเป็นการส่งเสริมให้ภาคประกันภัยขยายขอบเขตการลงทุน รวมถึงเพิ่มความคุ้มครองและเข้าถึงประชาชนรายย่อยได้มากขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน