“พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เกียรตินาคินภัทร ชี้เศรษฐกิจไทยโตช้าสุดในภูมิภาค เครื่องยนต์เก่าอ่อนแรง เจอเมกะเทรนด์กดดัน แนะเปลี่ยนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ เน้นเพิ่มการลงทุน ผลิตภาพแรงงาน และดึงอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อการเติบโตยั่งยืน
วันที่ 18 ธ.ค. 2568 นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในงานสัมมนา Thailand Next Move 2026: Wealth Creation ในหัวข้อ “Empowering Thailand’s Potential: เสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทยด้วยความยั่งยืน” จัดโดย วารสารการเงินธนาคาร ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหาแนวทางในการเสริมสร้างศักยภาพของเศรษฐกิจเพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
เศรษฐกิจไทย’คนป่วยใหม่ของอาเซียน’
โดยนายพิพัฒน์ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจเติบโตได้ประมาณ 2% และมีแนวโน้มว่าปี 2569 อาจจะแย่กว่า โดยตัวเลขคาดการณ์อยู่ที่ 1.5% ซึ่งประเทศไทยกำลังเติบโตช้ากว่าที่เคยเป็นในอดีต และเติบโตช้ากว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างชัดเจน โดยการลดลงของอัตราการเจริญเติบโตของไทยมีความชันมาก ซึ่งแปลว่าอัตราการเติบโตลดลงอย่างรวดเร็ว
จากสถานการณ์นี้ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็น “คนป่วยคนใหม่ของอาเซียน” ในขณะที่ประเทศที่ร่ำรวยกว่าไทยมาก เช่น สิงคโปร์ (ซึ่งมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทย 11-12 เท่า) ยังคงเติบโตเร็วกว่า โดยโตประมาณ 4% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ไทยโตไม่ถึง 2% นอกจากนี้ ประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังไล่ตามมา เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตในอัตราที่สูงกว่าไทย
เครื่องจักรเศรษฐกิจเก่าอ่อนแรงลง
นายพิพัฒน์ กล่าวว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเครื่องเก่ากำลังอ่อนแรงลง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่เคยเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ดันเศรษฐกิจไทยมาตลอด หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 เครื่องจักรเศรษฐกิจได้เปลี่ยนจาก การลงทุนแบบการบริโภค มาเป็นการส่งออก โดยสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP เคยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 30% เป็น 70% อย่างไรก็ตามหลังวิกฤตการเงินโลก ภาคอุตสาหกรรมส่งออกเริ่มโตช้าลง และ ภาคการท่องเที่ยว ได้เข้ามาเป็นเครื่องจักรใหม่ โดยเคยมีจำนวนนักท่องเที่ยวใกล้ 40 ล้านคนในปี 2562 แม้หลังโควิด-19 การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องจักรสำคัญ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศโดยรวมเมื่อเทียบกับปีก่อนเริ่มลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน
4 ต้นเหตุปัญหาเศรษฐกิจไทย
นายพิพัฒน์ ยังได้กล่าวอีกว่า ต้นตอของปัญหาเศรษฐกิจไทยมาจากปัจจัยภายนอกและภายใน โดยมี 4 เมกะเทรนด์โลก ที่กระทบอย่างรุนแรง
Demographics (โครงสร้างประชากร) ถือเป็นความท้าทายที่หนักที่สุดสำหรับไทย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชากรวัยทำงานกำลังลดลงและเข้าสู่สังคัมสูงวัยในอัตราที่รวดเร็ว การลดลงของจำนวนประชากรวัยทำงาน ทำให้ยากมากที่เศรษฐกิจจะกลับไปเติบโตในระดับ 5-7% เหมือนในอดีต และทำให้ขาดแคลนแรงงานเพียงพอสำหรับดึงดูดการลงทุนแบบใช้แรงงานจำนวนมาก
Deglobalization โลกแบ่งขั้ว การค้าไม่เสรี เงินทุนย้ายฐานกลับประเทศที่พัฒนาแล้ว
Digital Gap การลงทุนในเทคโนโลยีสำคัญ เช่น Automation และ AI ทำให้ความจำเป็นในการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาลดลง และกระแสการลงทุนไหลกลับไปหาประเทศที่พัฒนาแล้วมากขึ้น
Decarbonization ต้นทุนในการดูแลผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับเทรนด์ใหม่ จะเป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่สำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนา
นอกจากนี้ ปัญหาภายในของซึ่งติดกับดักที่ฝังรากลึก ได้แก่
กับดักหนี้ครัวเรือน หนี้อยู่ในระดับสูง ขณะที่รายได้เติบโตช้า ทำให้กำลังซื้ออ่อนแรง
กับดักเทคโนโลยี โดยไทยเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่ผู้สร้าง มานานกว่า 30 ปี
กับดักแรงงาน ทักษะแรงงานไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่และงานมูลค่าเพิ่มสูง
กับดักการแข่งขัน ซึ่งตลาดถูกครอบงำโดยทุนขนาดใหญ่ ส่งผลให้ SME และ Startup เติบโตได้ยาก
ที่สำคัญที่สุดคือ คุณภาพของสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยที่มีปัญหาและแย่ลงในหลายปีที่ผ่านมา จากการจัดอันดับเครดิต โดยประเทศไทยถูกจัดอันดับเรื่องคอร์รัปชัน อยู่ที่ 107 จาก 180 ประเทศ และคะแนนแย่ลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่หลักนิติรัฐ/นิติธรรม (Rule of Law) อยู่ในอันดับที่ 77 จาก 143 ส่วนดัชนีชี้วัดเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Freedom Index) อยู่ในอันดับที่ 87 จาก 184
ทั้งนี้ข้อจำกัดอันดับ 1 ในการดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ ที่นอกเหนือจากคอร์รัปชัน คือ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะอย่างเหมาะสมและเพียงพอ สำหรับการผลิตที่ต้องการมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นทางออกสู่การเติบโตยั่งยืน คือต้องเน้นลงทุนและเพิ่มผลิตภาพ
“ทางดับทุกข์ (นิโรธ) ของประเทศไทย คือการ เพิ่มการลงทุน และ เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงาน, เนื่องจากประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะ การลดความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมการผลิต (deindustrialization) ทั้งนี้การเพิ่มผลิตภาพของแรงงานโดยรวม เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นได้อย่างยั่งยืน ขณะที่การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำโดยไม่มี Productivity Growth จะไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน”
แนะเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไปสู่ยุทธศาสตร์การเติบโตใหม่
นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำพร้อมชี้แนวทางการดำเนินการว่า การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไปสู่ยุทธศาสตร์การเติบโตใหม่ (New Growth Strategy) โดยมุ่งเน้น 3 ส่วนหลัก
ประคองและเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเดิม โดยต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมเดิมที่มีจุดแข็งและความหลากหลายสูง เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ที่กำลังเผชิญปัญหาจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อาหาร การแปรรูปอาหาร และภาคบริการ การท่องเที่ยว ให้สามารถเปลี่ยนผ่านได้
พร้อมกับแสวงหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีผลิตภาพสูง เช่น อุตสาหกรรมบริการที่มีมูลค่าสูง อย่าง ภาคการเงิน, การตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค รวมถึงอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ เช่น กรีนเทคโนโลยี และ สตาร์ทอัพ
นอกจากนี้สิ่งสำคัญคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และต้องแน่ใจว่าเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยได้รับประโยชน์,การสร้างปัจจัยพื้นฐาน โดยต้องพัฒนาการศึกษาและ ดึงทักษะ ของคนให้พร้อมกับการลงทุนใหม่ๆ รวมถึงอาจต้องพิจารณานโยบายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แรงงานที่มีทักษะสูงสามารถเข้ามาสร้างงานใหม่ที่มีมูลค่าสูงในประเทศ และต้องแก้ไขปัญหาคุณภาพของสถาบันทางเศรษฐกิจและการเมือง
แจกเงินไม่ใช่ทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ปัญหาอยู่ที่นโยบายและการนำไปปฏิบัติ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยุคหลังปี 2569 โดยพึ่งพามาตรการแจกเงิน ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างของประเทศไทยอีกต่อไป รวมถึงนโยบายการเงิน เช่น การลดดอกเบี้ย ก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากการขาดผลิตภาพได้ สิ่งที่จำเป็นคือ จะปฏิรูปอะไรและปฏิรูปอย่างไร เช่น การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน และการปรับปรุงคุณภาพของการศึกษา ต้องมุ่งแก้ไขรากฐานเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง