โรงพยาบาลวิมุตชี้โครงสร้างประชากร–ไลฟ์สไตล์ดันโรคเรื้อรังเพิ่ม เดินหน้าศูนย์เฉพาะทาง รองรับดีมานด์สุขภาพปี 2569

วันที่ 25 ธ.ค. 2568 นายแพทย์สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต เปิดเผยว่าในปี 2569 โรงพยาบาลวิมุต ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนด้านบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมสุขภาพของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเตรียมเปิดศูนย์ทางเดินอาหารและตับ เพื่อตอบโจทย์โรคที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมการกิน ความเครียด และวิถีชีวิตคนเมือง

ควบคู่กับการเปิด ศูนย์สมอง ที่ให้ความสำคัญกับโรคระบบประสาทซึ่งพบมากขึ้นตามการเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะเดียวกัน ยังมีแผนเปิด ศูนย์สุขภาพสตรี ที่ออกแบบการดูแลให้เข้าใจผู้หญิงในทุกช่วงวัย ตั้งแต่การดูแลสุขภาพภายใน การฟื้นฟูสมดุลร่างกาย ไปจนถึงการดูแลด้านความงามและคุณภาพชีวิต ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะสาขาที่มีประสบการณ์

ศูนย์เฉพาะทางเหล่านี้สะท้อนทิศทางเชิงกลยุทธ์ของโรงพยาบาลวิมุตในการพัฒนาบริการสุขภาพให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของประชากรไทย โดยมุ่งสร้างคุณค่าในระยะยาวทั้งต่อผู้ใช้บริการ ระบบสุขภาพ และการเติบโตของธุรกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกันเนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความผันผวน ค่าครองชีพสูง การแข่งขันในการทำงานรุนแรงขึ้น และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว “สุขภาพ” กลายเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญที่กำหนดคุณภาพชีวิตของประชาชนและประสิทธิภาพเศรษฐกิจของประเทศ

โดยข้อมูลล่าสุดพบว่าภาพรวมผู้ป่วยปี 2568 คนไทยยังคงเข้ารับการรักษาจำนวนมากจากโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและปัจจัยแวดล้อม โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งไม่เพียงเป็นปัญหาสาธารณสุข แต่ยังเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

จากข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในปี 2568 พบว่า 5 โรคหรือกลุ่มโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ 1.โรคความดันโลหิตสูง 2.โรคเบาหวาน 3.ภาวะไขมันในเลือดสูง 4.โรคหวัดและโรคทางเดินหายใจ และ 5.กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม

โดย 3 อันดับแรกเป็นกลุ่มโรค NCDs ซึ่งสะท้อนปัญหาสุขภาพจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนไทยอย่างชัดเจน ทั้งการบริโภคอาหารที่ไม่สมดุล การออกกำลังกายน้อย และความเครียดสะสม ขณะที่โรคหวัดและภูมิแพ้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสภาพอากาศที่แปรปรวนและปัญหาฝุ่น PM2.5

ส่วน ออฟฟิศซินโดรม กลายเป็นโรคประจำตัวของคนวัยทำงานในยุคเศรษฐกิจเร่งรีบ ที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอเป็นเวลานานและขาดการเคลื่อนไหว

นายแพทย์สุวาณิช กล่าวด้วยว่าปัจจัยที่ทำให้โรคทั้ง 5 กลุ่มนี้กลายเป็นโรคยอดฮิตในปี 2568 มาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทย คนเมืองต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ทำงานหลายบทบาท มีเวลาพักผ่อนและดูแลตัวเองน้อยลง

ขณะเดียวกันพฤติกรรมการกินยังคงพึ่งพาอาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มหวานเป็นหลัก ซึ่งเป็นตัวเร่งสำคัญของโรค NCDs ส่วนปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ฝนตกสลับร้อน และปัญหาฝุ่น PM2.5 ในช่วงฤดูหนาว ส่งผลโดยตรงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้

ขณะที่ออฟฟิศซินโดรมสะท้อนต้นทุนสุขภาพของแรงงานยุคดิจิทัลที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอวันละหลายชั่วโมง และหากพฤติกรรมเหล่านี้ยังไม่เปลี่ยน แนวโน้มในปี 2569 โรคดังกล่าวจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอาจพบผู้ป่วยในอายุน้อยลง

“แม้โรคเหล่านี้จะพบได้บ่อย แต่สิ่งที่น่ากังวลคืออาการเริ่มต้นมักไม่ชัดเจน โรคความดัน เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง อาจไม่มีอาการในระยะแรก หรือแสดงเพียงอาการเล็กน้อย หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจคัดกรอง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต”

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวและว่า ในขณะที่โรคหวัดและภูมิแพ้ หากมีอาการไอ จาม น้ำมูกเรื้อรัง หรือแน่นหน้าอกบ่อยครั้ง อาจสะท้อนผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ ส่วนออฟฟิศซินโดรมที่เริ่มจากอาการปวดเมื่อยเล็กน้อย หากละเลย อาจพัฒนาเป็นอาการปวดเรื้อรัง และส่งผลต่อทั้งคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงาน

อย่างไรก็ดีท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว ปี 2568 ถือเป็นปีที่โรงพยาบาลวิมุตเร่งลงทุนและปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจสุขภาพอย่างจริงจัง ด้วยการเปิด 3 ศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellence Centers) ได้แก่ ศูนย์สุขภาพปอด เพื่อรับมือโรคทางเดินหายใจจาก PM2.5 และภูมิแพ้

ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด เพื่อรองรับภาวะแทรกซ้อนจากโรคความดัน เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง และศูนย์กระดูกและข้อ เพื่อดูแลปัญหากล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ จากทั้งวัยทำงานและสังคมผู้สูงอายุ การเปิดศูนย์เหล่านี้สะท้อนทิศทางของวิมุตในการยกระดับการรักษาเฉพาะทาง ควบคู่กับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัย การรักษา และการฟื้นฟูสุขภาพ

อย่างไรก็ดีโรงพยาบาลวิมุต ย้ำว่าการตรวจสุขภาพประจำปีไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า แต่คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งมีโอกาสป้องกันและดูแลโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมเดินหน้าพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน