หากต้องการวางแผนลงทุนหรือเตรียมตัวหางานเพื่อก้าวสู่อาชีพใหม่ ในยุคที่เศรษฐกิจติดหล่ม และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ย่อมจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบว่า ธุรกิจไหนมีอนาคตสดใส เพื่อลดความเสี่ยงจากการตกงานหรือความล้มเหลวในการดำเนินธุรกิจ
โดยข่าวสดมีโอกาสได้พูดคุยกับนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในการส่งเสริมและดูแลการประกอบธุรกิจในประเทศ ระบุว่ากองข้อมูลธุรกิจได้วิเคราะห์และชี้เป้า 10 ธุรกิจดาวเด่น ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และน่าจับตามองในปี 2569 ประกอบด้วย
1.ธุรกิจค้าปลีกทางอินเตอร์เน็ต (E-Commerce) ซึ่งเป็นรากฐานระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัล รวมทั้งกระแส Social Commerce และการไลฟ์ขายของ (Live Streaming) ที่กลายเป็นช่องทางหลักในการสร้าง รายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงมาตรการส่งเสริม Digital Skill ของภาครัฐ โดยในปี 2568 (ม.ค-พ.ย.) มีมูลค่าทุนจดทะเบียน เพิ่มขึ้นกว่า 1.68 เท่า หรือ 168.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปีก่อนหน้า โดยปี 2567 มีรายได้รวมสูงถึง 233,956 ล้านบาท เติบโตกว่า 23.5%
2.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลและเภสัชภัณฑ์ ได้แก่ ธุรกิจการค้าส่ง/ค้าปลีกสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และเวชภัณฑ์ ธุรกิจโรงพยาบาล และธุรกิจโรงพยาบาลเฉพาะทาง ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลและเภสัชภัณฑ์ ที่สอดรับกับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ที่กำลังเติบโต คาดการณ์ว่า มูลค่าใช้จ่ายรวมของผู้สูงอายุจะพุ่งแตะระดับ2.2 ล้านล้านบาทในปี 2572 โดยในปี 2567 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,103,906 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน กว่า 6.9% โดยช่วง 11 เดือนแรกปี 2568 มียอดจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล 1,648 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 12.2%
3.ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกเครื่องสำอาง มีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ เพราะได้แรงหนุนจากกระแสดูแลสุขภาพและความงาม (Health & Wellness) รวมถึงพฤติกรรมซื้อสินค้าออนไลน์ที่ขยายตัวรวดเร็ว รวมทั้งมาตรการคนละครึ่งพลัส และมาตรการ Easy E-Receipt 2.0 ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อกลุ่มวัยทำงานเพื่อการลดหย่อนภาษี โดยในช่วง 11 เดือนปีนี้ มีธุรกิจจัดตั้งใหม่โตกว่า 20.3% และมูลค่าทุนจดทะเบียน เพิ่มขึ้น 19.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และในปี 2567 มีรายได้รวม 195,692 ล้านบาท เติบโต 14.5%
4.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบตกแต่งภายใน ผลิตภัณฑ์ไม้ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ ได้แก่ ธุรกิจกิจกรรมการออกแบบและตกแต่งภายใน ธุรกิจการผลิตแผ่นไม้บางและผลิตภัณฑ์ไม้ และธุรกิจ
การผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ ตอบโจทย์เทรนด์การตกแต่งบ้านที่เน้นสะท้อนตัวตน และสไตล์มินิมอล ที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 11 เดือนปีนี้ จำนวนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่โตกว่า 10.8% และมูลค่าทุนจดทะเบียน เพิ่มขึ้น 13.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดส่งออกโตต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีรายได้รวม 144,856 ล้านบาท เติบโตกว่า 14.2%
5.กลุ่มธุรกิจบริการดิจิทัล ได้แก่ ธุรกิจการสร้างแม่ข่าย (Hosting) ธุรกิจการบริการเป็นตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (E-marketplace) ธุรกิจเว็บท่า (Web Portal) และธุรกิจการบริหารจัดการและประมวลผลข้อมูล รองรับการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศดิจิทัลจึงเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะธุรกิจการสร้างแม่ข่าย (Hosting) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีอัตราการเติบโตการ จัดตั้งนิติใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 74.47% และมูลค่าทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 3.73 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนในปี 2567 มีรายได้รวม 99,392.52 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 44.36% เมื่อเทียบกับปีก่อน
6.ธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงได้แก่ ธุรกิจผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง และร้านขายปลีกสัตว์เลี้ยงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง กำลังเติบโตก้าวกระโดดจากเทรนด์ “Pet Humanization” หรือพฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกในครอบครัว โดยในปี 2568 (ม.ค-พ.ย.) นิติบุคคลจัดตั้งโตกว่า 18.2% มูลค่าทุนจดทะเบียน เพิ่มขึ้น 48.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในปี 2567 มีรายได้รวม 101,133 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2566 กว่า 14.2%
7.อุตสาหกรรมการผลิตส่วนประกอบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ธุรกิจการผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจการผลิตตัวเก็บประจุและตัวต้านทานสำหรับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง เช่นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบสื่อสาร 5G/6G และ อุปกรณ์ IoT ขนาดเล็ก เป็นต้น โดยในช่วง 11 เดือนปีนี้ การจัดตั้งธุรกิจโต 33.33% และมูลค่าทุนจดทะเบียน เพิ่มขึ้น 8.04 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนโดยในปี 2567 มีรายได้ 1,279,564.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 5.38%
8.ธุรกิจเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มไลฟ์สไตล์ ได้แก่ ธุรกิจผลิตเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ธุรกิจเครื่องดื่มให้พลังงานสูง และธุรกิจเครื่องดื่มไลฟ์สไตล์ จากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ธุรกิจดังกล่าวกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของกำลังซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความสนใจต่อผลิตภัณฑ์สุขภาพ และผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้นวัตกรรมเฉพาะทาง เช่น เครื่องดื่มเสริมวิตามิน/ แร่ธาตุสูง เครื่องดื่มที่มีจุลินทรีย์ และเครื่องดื่มที่ทำจากพืช เป็นต้น โดยในปี 2568 (ม.ค-พ.ย.) ถึงแม้การจัดตั้งธุรกิจใหม่จะลดลง 34.29% แต่มูลค่าทุน จดทะเบียนเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกว่า 135.67 เท่าโดยในปี 2567 มีรายได้รวม 105,691.77 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3.97%
9.ธุรกิจผลิตภาพยนตร์ อุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์ได้รับแรงส่งจากนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่ผลักดันคอนเทนต์สู่ตลาดโลก โดยเฉพาะปรากฏการณ์ความนิยมใน “ซีรีส์วาย” (Boys’ Love/Girl’s Love) และวัฒนธรรม “คู่จิ้น” ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (High Value Creation) ผ่านการส่งออกลิขสิทธิ์และกิจกรรมแฟนมีตติ้ง ส่งผลให้แม้รายได้รวมจะทรงตัว แต่การทำกำไรกลับพุ่งทะยาน โดยในปี 2567 แม้ว่าจะมีรายได้รวม 13,411 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 1.4% แต่กำไรสุทธิปี 2567 อยู่ที่ 474 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว หรือคิดเป็น 100.3%
10.กลุ่มธุรกิจการเงินและการลงทุน ได้แก่ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากผลกระทบด้านเทคโนโลยี ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับตัวผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยี และการพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล (Personalization) เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันธนาคารจึงปรับตัวเข้าในรูปแบบ “ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา” หรือ Virtual Bank ซึ่งในปี 2568 แม้มีการจดทะเบียนจัดตั้งจำนวน 2 ราย แต่มูลค่าทุนจดทะเบียน 550 ล้านบาท เป็นผลมาจากการผลักดันเชิงนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและขยายโอกาสทางการเงินของประเทศให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว
โดยปี 2567 มีรายได้รวม 1,186,622.02 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน กว่า 7.21%
ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีความเปราะบาง การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน และการเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ย่อมเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงและโอกาสเติบโตในธุรกิจและอาชีพที่ยั่งยืนในอนาคต