“หมอตนุพล วิรุฬหการุญ” ผู้บริหารบีดีเอ็มเอส เวลเนสฯ ชี้ ปี 69 จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรม Wellness เสนอรัฐใช้มาตรการ Incentive-ภาษี-รางวัลคนไม่ป่วย ลดภาระงบสาธารณสุข รับมือสังคมสูงวัย หนุนเศรษฐกิจสุขภาพยั่งยืน พร้อมดันแบรนด์ “Wellness Thailand The Land of Life” สู่เวทีโลก

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2569 จะเป็นปีของอุตสาหกรรม Wellness หรือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม มีการเติบโตชัดเจน นับตั้งแต่ Wellness เกิดขึ้นในประเทศไทยมาเกือบ 20 ปี ซึ่งในช่วง 10 ปีแรก ถือเป็นช่วงยากลำบาก เพราะสังคมไทยยังไม่ตระหนักเรื่องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ประชาชนจำนวนมากยังขาดความเข้าใจ และกำลังซื้อยังจำกัด

ขณะที่ในช่วง 10 ปีหลัง โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้แนวคิดเรื่องสุขภาพได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยคนส่วนใหญ่เริ่มตระหนักว่าการ “ไม่ป่วย” มีค่ามากกว่าการรักษาเมื่อป่วยแล้ว ส่งผลให้ธุรกิจด้าน Wellness เติบโตแบบก้าวกระโดด หรือเป็นกราฟที่พุ่งขึ้นเร็วมาก ทั้งนี้ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ทั่วโลก

Wellness เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เพื่อนบ้านเร่งลงทุนหนัก

อย่างไรก็ตามท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความท้าทายสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งภัยพิบัติ สงครามการค้า และความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่อุตสาหกรรม Wellness ของก็ไทยยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี

แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทย ก็กำลังเผชิญกับคู่แข่งขันจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ที่เร่งเครื่องอย่างหนักในธุรกิจ Wellness โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ ที่ตั้งเป้าเป็น Blue Zone แห่งล่าสุดของโลก (พื้นที่ที่มีผู้คนอายุยืนและมีสุขภาพดีอาศัยอยู่มากกว่าที่อื่น ๆ ของโลก)

ขณะที่ มาเลเซีย มีการพัฒนา KL Wellness City และบาหลี อินโดนีเซีย ก็กำลังรุกหนักด้าน Wellness Tourism ดังนั้นไทยในฐานะเป็นหัวตลาดในธุรกิจ Wellness หากไม่วางแผนให้ดีและร่วมมือกัน เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวนี้อาจหลุดไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านได้

ตั้งเป้า 5 ปี รายได้แตะ 2 หมื่นล้าน

นายแพทย์ตนุพล ยังได้กล่าวด้วยว่าในปี 2568 รายได้รวมของบีดีเอ็มเอส อยู่ที่ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท โดยเป็นรายได้จากกลุ่ม Wellness หรือรายได้จากการดูแลคนไม่ป่วยให้ไม่ป่วย คาดว่าจะอยู่ที่ราว 12-14% ของรายได้รวม หรือคิดเป็นมูลค่าเกือบ 14,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโต 2 หลักจากปีก่อนหน้า และมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดจากช่วง 15 ปีที่แล้ว ที่มีรายได้เพียงหลัก 10 ล้านบาท

โดยที่ 60% ของรายได้ในกลุ่ม Wellness มาจากฐานลูกค้าต่างชาติ ซึ่ง 5 ประเทศแรก ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน โอมาน และสิงคโปร์ อย่างไรก็ดีเป้าหมายภายใน 5 ปีจากนี้ คาดหวังรายได้จากกลุ่ม Wellness จะเพิ่มเป็น 20% ของรายได้รวม หรือแตะระดับที่ 20,000 ล้านบาท

เร่งแนวคิดดูแลไม่ให้ป่วยรับมือปัญหาอายุยืนแต่ป่วยนาน

นายแพทย์ตนุพล ยังให้ข้อมูลว่าในปี 2568 ประเทศไทยมีโครงสร้างประชากรผู้มีอายุเกิน 60 ปี คิดเป็น 22% และคาดว่าในปี 2576 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึง 28.5%

ในขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดปี 2568 พบว่ามีเด็กเกิดใหม่เพียงราว 4.1 แสนคนต่อปี ลดลงจาก 4.6 แสนคน ในปีก่อนหน้า และในปีหน้ามีแนวโน้มเด็กเกิดใหม่จะลดลงอีก โดยคาดว่าจะเหลือ 3 แสนกว่าคน

ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตของไทยในปีที่แล้วพบว่าอยู่ที่ 5.6 แสนคน ส่งผลให้ประเทศไทยในขณะนี้ตกอยู่ในภาวะขาดทุนประชากร ถึงปีละ 1.4 แสนคน สะท้อนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมกำลังเผชิญแรงกดดันมหาศาล ทั้งแรงงานที่ลดลง รายได้ภาษีที่หดตัว และภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

“คนแก่ก็เยอะ คนเกิดก็น้อย ดังนั้นยิ่งต้องสร้างให้คนแข็งแรงขึ้น”

ด้วยเหตุนี้ แนวคิดด้านสุขภาพจึงต้องเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อป่วยมาเป็นการ “ดูแลเพื่อไม่ให้ป่วย” หรือ Preventive Medicine โดยมีเป้าหมายคือการเพิ่ม Health Span (ช่วงเวลาที่มีสุขภาพดี ไม่มีโรคเรื้อรัง และไม่มีความพิการ) ให้ได้ยาวนานที่สุด

เพราะจากข้อมูลพบว่าค่าเฉลี่ยอายุขัย (Life Span) ของคนไทยอยู่ที่ 77 ปี แต่มีช่วงที่สุขภาพดีเพียง 67 ปี ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกอยู่ที่ 73 ปี ส่วนช่วงที่สุขภาพดีเฉลี่ยอยู่ที่ 63 ปี หมายความว่าคนส่วนใหญ่ต้องทนทุกข์กับโรคเรื้อรังราว 10 ปีก่อนเสียชีวิต หากไม่มี Wellness เข้ามาแก้โจทย์นี้ โลกจะเผชิญปัญหา “อายุยืนแต่ป่วยนาน” ซึ่งสร้างภาระมหาศาลต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจ

“เราไม่สามารถหยุดคนให้แก่ได้ แต่เราทำให้คนแก่แข็งแรงได้”

นายแพทย์ตนุพล กล่าวและว่าเพราะหากผู้สูงอายุไม่แข็งแรง ประเทศจะรับภาระไม่ไหว แต่หากผู้สูงอายุแข็งแรง มีงาน มีบทบาท และมีคุณภาพชีวิตดี ผู้สูงอายุเหล่านี้ก็จะกลายเป็นทรัพยากรไม่ใช่ภาระ เนื่องจากต่อให้รัฐบาลมีสวัสดิการในการรักษาพยาบาล 30 บาท หรือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย แต่ประเทศไทยก็เจ๊งอยู่ดี ถ้าทุกคนไม่ดูแลสุขภาพเลย เพราะรัฐบาลต้องเสียงบประมาณด้านการรักษาปีละ 3-4 แสนล้านบาท ทำให้ไม่เหลือเงินไปลงทุนในการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับระบบสาธารณสุขที่รอให้ประชาชนป่วย

เสนอแนวคิดให้รางวัลคนไม่ป่วย

นายแพทย์ตนุพล กล่าวด้วยว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณมาใช้ในด้าน Wellness หรือการป้องกันโรค ไม่ว่าจะการสร้างพื้นที่ออกกำลังกาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอยากฝากข้อเสนอเชิงนโยบายไปยังรัฐบาลผ่านแนวคิดการสร้างแรงจูงใจด้วยการให้รางวัล (Incentive) เป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Wellness ของประเทศไทย

โดยมีแนวคิดหลักคือการเปลี่ยนจากการ “ซ่อม” (รักษาคนป่วย) มาเป็นการ “สร้าง” (ส่งเสริมให้คนหันมาดูแลสุขภาพ) คือ

1. นโยบาย “ให้รางวัลคนไม่ป่วย”

เสนอให้รัฐบาลมอบรางวัลให้แก่ประชาชนที่ดูแลตัวเองจนไม่เจ็บป่วยตลอดทั้งปี โดยมีรูปแบบดังนี้

การคืนเงิน (Cash Back) โดยเสนอว่าหากในปีนั้นใครไม่ใช้สิทธิ์รักษาพยาบาลเลย (เช่น สิทธิ์ 30 บาท) รัฐควรให้เงินคืนหรือรางวัลตอบแทน เช่น 3,000 บาทต่อคน เพื่อจูงใจให้คนอยากรักษาสุขภาพตัวเอง ยกตัวอย่างในระดับชุมชน หากคนในบ้าน 4 คน ไม่ป่วยเลยและได้รับเงินรวม 12,000 บาท ก็จะเกิดกระแสในหมู่บ้านให้หันมาลดน้ำหนักและดูแลตัวเองกันมากขึ้นเพื่อหวังรางวัลนี้

เพราะนโยบาย “รักษาฟรี” เพียงอย่างเดียวอาจทำให้คนไม่ระมัดระวังสุขภาพและส่งผลให้งบประมาณภาครัฐแบกรับไม่ไหว

“หากภาตรัฐสามารถลดงบประมาณการรักษาลงได้ (เช่น จาก 400,000 ล้านบาท เหลือ 300,000 ล้านบาท) เงินที่ประหยัดได้อีก 100,000 ล้านบาท สามารถนำมาแจกเป็น Incentive ให้คนไม่ป่วยได้เรื่อย ๆ อย่างยั่งยืน ซึ่งการให้ Incentive ในรูปแบบนี้เปรียบเสมือน การให้รางวัลแก่คนขับรถดีที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ แทนที่จะรอให้รถชนแล้วค่อยนำเงินประกันมาซ่อม ซึ่งจะช่วยลดทั้งค่าใช้จ่ายและรักษาตัวรถ (ร่างกาย) ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานและสมบูรณ์ด้วย”

2. มาตรการจูงใจทางภาษี (Tax Incentives)

เพื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนหันมาลงทุนกับสุขภาพมากขึ้น มีข้อเสนอให้ใช้ระบบภาษีเข้ามาช่วย โดยเสนอให้มีการยกเว้นภาษี (เช่น เป็นระยะเวลา 3 ปี) สำหรับสถานประกอบการที่ส่งเสริมด้านสุขภาพ เช่น ค่ายมวย โรงเรียนโยคะ ร้านขายผัก หรือกิจกรรมออกกำลังกายต่าง ๆ

โดยภาครัฐต้องเข้ามาช่วยจัดกลุ่มกิจกรรมเหล่านี้ให้เป็นหมวดหมู่ Wellness ที่ชัดเจนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

3. ระบบการรับรองมาตรฐาน (Certification as an Incentive)

นอกจากการให้เงินหรือยกเว้นภาษีแล้ว การให้ “ชื่อเสียง” ก็เป็น Incentive อย่างหนึ่ง

โดยการสร้างระบบรับรองมาตรฐานคล้าย “มิชลินสตาร์” สำหรับร้านอาหาร สปา หรือโรงแรมที่ผ่านเกณฑ์ด้าน Wellness ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสถานประกอบการที่มีตราประทับเหล่านี้ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั่วโลก และเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานของตน

นิยามใหม่ สุขภาพคือความหรูหรา

นายแพทย์ตนุพล ยังกล่าวด้วยว่าถือเป็นแนวโน้มที่ดีที่สังคมโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน เริ่มให้ความสำคัญในการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับ Longevity หรือการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ) และ Wellness หรือการมีสุขภาวะที่ดี กันมากขึ้น จากในอดีตที่ผู้คนเน้นอวดในเรื่องของวัตถุ หรือของแบรนด์เนม ทำให้เกิดนิยามใหม่ คือ สุขภาพคือความหรูหรา (Health and Wellness is the new luxury)

พร้อมกับทิ้งท้ายฝากไปยังภาครัฐเพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Wellness Hub อย่างแท้จริง โดยอยากให้รัฐบาลมีการออกแแคมเปญภายใต้ธีม “Wellness Thailand The Land of Life” เหมือนในอดีตที่ประเทศไทยเคยใช้ธีม อเมซิ่งไทยแลนด์ สำหรับเป็นแคมเปญส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยและประสบความสำเร็จมาแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน