ธปท. ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% มองซบยาวถึงปี 2570 หวั่นดอกเบี้ยต่ำนานสะสมความเปราะบางระบบการเงิน แนะไทยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการให้ข้อมูลแก่นักวิเคราะห์ “Monetary Policy Forum ครั้งที่ 4/2568” ว่าการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบล่าสุดที่ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี ถือเป็นระดับต่ำ ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงเสริมประสิทธิภาพนโยบายอื่นๆ
“โดยเฉพาะภาวะการเงินของกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอีที่มีความเปราะบาง ถูกกดดันจากภาวะการแข่งขันทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ รวมถึงภาวะการเงิน ที่ค่าเงินบาทอาจจะแข็งค่าค่อนข้างเร็วในระยะหลัง ซึ่งการลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุด มีแค่ช่วงโควิดที่ต่ำกว่านี้ และต่ำเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในโลก เป็นการคอนเฟิร์มภาพว่าเศรษฐกิจปีที่แล้วและปีนี้ จะชะลอตัวลงด้วยปัจจัยเชิงวัฎจักรและปัจจัยเชิงโครงสร้างมาฉุดรั้ง ทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2568-2570 จะเติบโตได้ค่อนข้างต่ำ”
ในส่วนของเงินเฟ้อก็ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านราคาของอุปทาน ส่วนด้านอุปสงค์ค่อนข้างจำกัด จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ ในแง่ภาวะการเงินยังหดตัวต่อเนื่อง จากดีมานต์สินเชื่อที่โตช้า ตามภาวะเศรษฐกิจที่โตช้า
นายสักกะภพ กล่าวว่า ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยลงมาค่อนข้างต่ำในระดับนี้ จึงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพระยะปานกลาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสะสมความเปราะบางจากดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเวลานาน รวมถึงพื้นที่ของนโยบายการเงินในการรองรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า ที่ยังมีความเสี่ยงอาจจะเข้ามากระทบเศรษฐกิจไทยได้พอสมควร
นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่าประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปี 2568 คาดว่าโต 2.2% ปี 2569 คาดโตแค่ 1.5% และปี 2570 คาดว่าจะโต 2.3% ถือว่าโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ เนื่องจากการที่พึ่งพาภาคต่างประเทศสัดส่วนค่อนข้างสูง ทั้งการส่งออกสินค้าที่มีสัดส่วนถึง 60% การท่องเที่ยว 8% ของจีดีพี ขณะเดียวกันความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยยังด้อยลงต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แม้จะเห็นตัวเลขส่งออกปี 2568 ออกมาดีโตที่ประมาณ 12% แต่ถามว่าเป็น engine of growth ได้ดีเหมือนในอดีตหรือไม่ เนื่องจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมไม่โต ขณะที่การแข่งขันกับสินค้านำเข้าก็รุนแรงมากขึ้น โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกได้ดี แต่ก็มี Import content ที่สูง ทำให้เราไม่ค่อยได้รับอานิสงส์จากส่งออกที่โต
ส่วนภาคการท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนามที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงกว่าช่วงโควิดหมด มีแค่ไทยที่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง
“ปีนี้ประเมินว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 1.5% จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่จะชะลอลง รวมถึงปัจจัยฐานสูง และปัจจัยชั่วคราวจากแรงส่งภาครัฐที่จะมีการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าประมาณ 2-3 เดือน เนื่องจากมีการยุบสภาและจะเลือกตั้งใหม่ในปีนี้”
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่าหากคงอัตราดอกเบี้ยต่ำไว้เป็นเวลานาน จะสะสมความไม่สมดุลในระบบการเงิน หรือทำให้เราสูญเสียขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีจำกัด ในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต ดังนั้น การพิจารณาปรับดอกเบี้ยในระยะต่อไป ต้องคำนึงถึงข้อดีข้อเสียในระยะปานกลาง
สำหรับประเด็นเงินบาทที่แข็งค่ากว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เป็นไปตามทิศทางการผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐ และปัจจัยเฉพาะของไทย ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อย่างไรก็ดี ธปท. ได้ยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเงินตราต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งที่เกี่ยวเนื่องและไม่เกี่ยวกับทองคำ รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ
ในส่วนของแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ ประเมินว่าอยู่ในระดับต่ำ จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัด โดยความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากเครื่องชี้แนวโน้มราคาไปข้างหน้าที่ทรงตัว รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย คาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในครึ่งแรกของปี 2570
อย่างไรก็ดี