นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2569 ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี โดยคาดว่าอัตราการเติบโตจะอยู่ใกล้เคียงปีก่อนหน้า ราว 2.9% ขับเคลื่อนหลักโดยกลุ่ม ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และภูมิภาค เอเชียแปซิฟิค (ไม่รวมญี่ปุ่น) ซึ่งคาดว่าจะเติบโตได้ราว 4%
ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังคงเติบโตในระดับใกล้เคียงเดิม ประมาณ 1.6% สหรัฐอเมริกา คาดว่า GDP จะเติบโตราว 1.8% ส่วนอินเดีย เป็นประเทศที่โดดเด่นที่สุดในเอเชีย โดยเติบโตได้ถึง 6.7%
สำหรับประเทศไทย ยังเผชิญแรงกดดันด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำให้การเติบโตอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
ดอกเบี้ยขาลงหนุนการลงทุน
สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกยังอยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มปรับลดลง นำโดยสหรัฐอเมริกา มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง รวมราว 0.5% จากระดับ 3.5% ลงมาอยู่ที่ 3.0–3.25% ขณะที่ยุโรป มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย หลังจากปรับลดมาแล้วก่อนหน้า อยู่ที่ราว 2% ส่วนญี่ปุ่น มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง สู่ระดับประมาณ 1%
สำหรับภูมิภาคเอเชีย จีน เวียดนาม และไทย ยังมีช่องว่างในการลดดอกเบี้ย โดยเฉพาะประเทศไทยที่คาดว่า กนง. อาจปรับลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง และหากความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น อาจลดรวมได้ถึง 0.5%
กำไรบริษัทจดทะเบียนโลกยังขยายตัว
กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังมีแนวโน้มเติบโต โดยคาดว่า กำไรตลาดหุ้นโลกจะขยายตัว 10–14% โดยประเทศที่กำไรเติบโตโดดเด่น ได้แก่ เวียดนาม คาดโตสูงถึง 21% อินเดีย ประมาณ 17%และสหรัฐอเมริกา ราว 15%
ขณะที่ จีน ไทย และยุโรป เติบโตต่ำกว่า โดยเฉพาะไทยที่คาดว่ากำไรจะโตเพียงราว 2%
AI เมกะเทรนด์ เปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนโลก
นายณัฐกฤติ กล่าวว่า AI ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของรอบการลงทุนใหม่ โดยมีการคาดการณ์ว่า ธุรกิจ AI จะมีมูลค่าสูงถึง 4.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 หลังจากอัตราการยอมรับ ของ AI เติบโตเร็วกว่ายุคอินเทอร์เน็ตอย่างมีนัยสำคัญ โดยใช้เวลาเพียง 3 ปี เข้าถึงผู้ใช้งานกว่า 50% ขณะที่อินเทอร์เน็ตใช้เวลานานถึง 8 ปี ทำให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้เองคาดว่าเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของ AI จะสูงถึง 430,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
3 ธีมลงทุนหลักปีนี้
จากภาพรวมดังกล่าว จึงมองเป็นจังหวะการลงทุนภายใต้ 3 ธีม
ธีมที่ 1 ประเทศที่เติบโตจากศักยภาพภายใน โดยเน้นประเทศที่ได้แรงหนุนจากนโยบายการเงินและการคลัง
เริ่มจาก สหรัฐอเมริกา ที่ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 แนวทาง ทั้งลดดอกเบี้ยและกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบาย One Big Beautiful Bill Act ที่มีเม็ดเงิน 2-3 แสนดอลลาร์สหรัฐ ที่จะกระตุ้นทั้งการบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชน ส่งผลให้กำไรของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเติบโตได้ราว 15% และที่สำคัญจะไม่กระจุกตัวอยู่ที่หุ้น 7 นางฟ้า เท่านั้น แต่การเข้ามาของ AI และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคธุรกิจยังช่วยผลักดันให้ 8 ใน 11 อุตสาหกรรมที่อยู่ในดัชนี S&P 500 เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ของดัชนี S&P500 อีกด้วย
ส่วนอินเดีย เดินหน้านโยบายการเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก โดยตั้งเป้าสัดส่วนภาคการผลิตคิดเป็น 25% ของ GDP
ขณะที่เวียดนาม วางเป้าหมาย GDP โต 10% ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569–2573 พร้อมกับ MSCI จะยกระดับตลาดหุ้นเวียดนามสู่ ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ซึ่งจะทำให้เงินทุนแบบ Passive Fund หรือกองทุนดัชนี/ETF ไหลเข้าจริงจังในช่วง ปลายปีนี้
ธีมที่ 2 ธุรกิจแห่งอนาคต
โดยในปีนี้ถือเป็นปีที่ระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI-Ecosystem) เร่งตัวเต็มรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ เซมิคอนดักเตอร์, Generative AI, โครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฟฟ้า ไปจนถึงการเร่งตัวของ สังคมผู้สูงอายุ ที่มีความต้องการยารักษาโรคร้ายแรงและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความฉลาดมากขึ้น
2. Healthcare & Biotech – AI เพิ่มโอกาสสำเร็จของการวิจัยยา ลดต้นทุน และเร่งการออกสู่ตลาด
3. Utility & พลังงานไฟฟ้า – ความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center และ AI เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ธีมที่ 3 เกราะป้องกันความผันผวน
โดยแนะนำจัดสรรเงินลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐระยะสั้น ได้ทั้งดอกเบี้ยและ กำไรที่ได้จากการขายลดดอกเบี้ย รวมถึงแนะนำลงทุนในทองคำ ซึ่งได้แรงหนุนจากหนี้สหรัฐที่เพิ่มขึ้น การสะสมทุนสำรองของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเกือบ 25% แล้ว รวมถึงการเข้ามาลงทุนทองคำของกองทุน ETF ขนาดใหญ่ ที่ยังต่ำเพียง 2% จากปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ราคาทองคำมีโอกาสแตะ 4,500-5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ในปีนี้ นอกจากนี้ยังแนะนำการลงทุนในกองทุนน้ำมัน โดยมองว่าความต้องการทั่วโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มโอเปคมีนโยบายควบคุมกำลังการผลิต ทำให้มีโอกาสเห็นราคาขยับสู่ระดับ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล
หุ้นไทยยังไม่ตาย แต่ไม่ใช่ตลาดหลักของพอร์ต
นายณัฐกฤติ กล่าวว่าสำหรับนักลงทุนที่ยังมีความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย อาจยังสามารถจัดสรรน้ำหนักการลงทุนได้ราว 10–15% ของพอร์ต โดยมองว่ายังมีโอกาสฟื้นตัวได้บ้าง แม้จะไม่ใช่ตลาดที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในปีนี้
ส่วนคำแนะนำให้เน้นลงทุนในหุ้นปันผล มากกว่าการเก็งกำไร เนื่องจากปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมี อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล เฉลี่ยราว 4% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างสูง และสามารถสร้างกระแสรายได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ดัชนีเคลื่อนไหวแบบจำกัดกรอบ
“หุ้นไทยถูกกดดันจากการซบเซาต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้ปีนี้ถูกมองว่าเป็นปีที่ตลาดน่าจะทรงตัวมากกว่าฟื้นแรง โดยดัชนีมีโอกาสบวกไม่มาก และก็ไม่น่าจะปรับตัวลงแรง หากไม่มีปัจจัยลบที่รุนแรงเข้ามา โดยประเมินกรอบดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ประมาณ 1,388 จุด และคาดว่าไม่น่าหลุดต่ำกว่า 1,100–1,200 จุด
นายณัฐกฤติ กล่าวทิ้งท้ายว่าในปีที่ความไม่แน่นอนยังสูง แนะนำให้จัดพอร์ตที่มีส่วนของ สินทรัพย์ลดความผันผวนประมาณ 20–40% และหากสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น อาจเพิ่มสัดส่วนได้ถึง 60% หากเป็นพอร์ตที่เน้นลงทุนหุ้นต่างประเทศเป็นหลัก สามารถให้น้ำหนักกับ 2 ธีมแรก คือ ประเทศที่โตได้ด้วยศักยภาพภายใน และ ธุรกิจแห่งอนาคต รวมกันได้สูงถึง 60–80% ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่รับได้ เช่นหุ้นสหรัฐฯ ประมาณ 20% อินเดีย 10–20% เวียดนาม 10–20% ที่เหลือกระจายไปยังธีมอื่น ๆ และสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง