KTC กำไรปี68 ทะลุ 7.7 พันล้าน ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มดันพอร์ตโตแสนล้าน

นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ภาพรวมของอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคจะหดตัว จากความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจและผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น การดำเนินธุรกิจของเคทีซีในช่วง 11 เดือน (มกราคม-พฤศจิกายน 2568) ยังครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567

โดยสัดส่วนปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรอยู่ที่ 13.6% เพิ่มขึ้นจาก 13.1% ในขณะที่สัดส่วนลูกหนี้บัตรเครดิตเทียบกับอุตสาหกรรมอยู่ที่ 14.9% จาก 14.3% และสัดส่วนของลูกหนี้สินเชื่อบุคคล (ไม่รวมสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน)เทียบกับอุตสาหกรรมอยู่ที่ 4.2% จาก 4.1%

ปี 2568 เป็นอีกหนึ่งปีที่มีความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง แต่กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงสร้างผลกำไรสุทธิสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งในการดำเนินงาน การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้เป็นอย่างดี และในปี 2569

เราพร้อมจะเดินหน้ารักษาความแข็งแกร่งของพอร์ตลูกหนี้ เพิ่มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอย่างมีคุณค่าและสมเหตุสมผลให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเริ่มใช้ระบบงานหลักใหม่ (Core System)เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า สนับสนุนการเติบโตของสองธุรกิจหลักคือบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลพร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจนายหน้าประกันภัยเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบระมัดระวังและติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารความเสี่ยงรอบด้านอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ข้อมูลและระบบวิเคราะห์ขั้นสูงเพื่อรักษาคุณภาพหนี้และความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

โดยคาดว่าในปี 2569 บริษัทฯจะมีกำไรสุทธิมากกว่าปี 2568 พอร์ตสินเชื่อรวมเติบโตประมาณ 1-2% และคุม NPL ไม่เกิน2% ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโต 5% และพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคลเติบโต 2%อย่างไรก็ตาม หากในปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งเคทีซีเชื่อว่าธุรกิจจะสามารถเติบโตได้ดีกว่าที่ประมาณการไว้

ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567เคทีซีมีสมาชิกรวม 3,673,244 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวม 111,585ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% NPL Ratio อยู่ที่ 1.79%

โดยสมาชิกบัตรเครดิตมีจำนวน 2,964,426บัตร เพิ่มขึ้น 5.9% เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวมมีมูลค่า 73,876ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 0.1%อัตราการขยายตัวของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2568 อยู่ที่ 3.6% NPL Ratio

บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.09% สมาชิกสินเชื่อบุคคล 708,818 บัญชี เพิ่มขึ้น 2.9%คิดเป็นเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคลและดอกเบี้ยค้างรับรวม 36,202 ล้านบาท ขยายตัว3.2% (รวมเงินให้สินเชื่อเคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน) NPL Ratio สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.55%

สำหรับสินเชื่อลูกหนี้ตามสัญญาเช่ามูลค่า 1,507 ล้านบาท ลดลง 28.6%ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ได้หยุดการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม2566 โดยปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้ และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่เท่านั้น

ในปี 2568 กลุ่มบริษัทเคทีซีมีรายได้รวมอยู่ที่ 27,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.9%(YoY) ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวม เท่ากับ 17,239 ล้านบาท ลดลง 5.23% (YoY)จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงเป็นผลมาจากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้ดีรวมถึงค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงจากเงินกู้ยืมที่ลดลงโดยมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดสำหรับ

กิจกรรมส่งเสริมการขายที่กระตุ้นปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต และจัดหาสมาชิกใหม่
ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อรายได้รวมอยู่ที่ 34.8% ปรับลงเล็กน้อยจาก
35.0% ในด้านคุณภาพสินทรัพย์

กลุ่มบริษัทยังคงความสามารถในการบริหารจัดการได้ดีรักษาระดับเงินสำรองที่แข็งแกร่งและเพียงพอ โดยมี Credit Cost สำหรับปี 2568 อยู่ที่ 5.3%ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 6.1%

ด้านสภาพคล่อง กลุ่มบริษัทเคทีซีมีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ยังไม่เบิกใช้คงเหลือ (Available
Credit Line) ทั้งสิ้น 20,470 ล้านบาทและมีภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระในปี 2569 ทั้งสิ้น 15,830ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีสภาพคล่องที่สูงกว่าภาระหนี้ที่ใกล้ครบกำหนดและมีสถานะสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ในระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำมาก

นางพิทยากล่าวถึงความคืบหน้าในการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัย(ประกันวินาศภัยและประกันชีวิต) “ปัจจุบันบริษัทเริ่มดำเนินงานด้วยการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรบริษัทประกัน
เพื่อจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลายผ่านช่องทางต่างๆ ของเคทีซี ให้กับสมาชิกบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลของบริษัทฯ

โดยเน้นการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกให้ตรงจุด
และยกระดับการให้คำแนะนำและการจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างปลอดภัยโดยคำนึงถึงความเป็น
ส่วนตัว เพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงการเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัย โดยมีเป้าหมายการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เน้นขยายตัวอย่างรอบคอบซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าการบริการให้แก่ลูกค้าและช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่บริษั

เคทีซียังคงดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ระยะยาวอย่างต่อเนื่องตามแนวทางประกาศของ ธปท. ที่ 3/2568 เรื่อง การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม(Responsible Lending)
โดยพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ลูกหนี้แต่ละรายให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และไม่ทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากภาระหนี้เดิมเกินสมควรคลิกดูรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ได้ที่ลิงก์https://www.ktc.co.th/about/news/measure

อีกทั้งในฐานะที่เคทีซีเป็น Non-Bankในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ได้ให้ความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ทั้งระยะที่ 1
และระยะที่ 2 เพื่อสนับสนุนลูกหนี้กลุ่มเปราะบางให้สามารถฟื้นตัวกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติโดยเมื่อรายได้ฟื้นตัว ก็สามารถปิดจบหนี้ได้โดยได้ปิดรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568

นอกจากนี้ เมื่อมีสถานการณ์ที่ลูกหนี้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยต่างๆ เช่นอุทกภัยในภาคใต้ เป็นต้น เคทีซีได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำหรือการปรับลดค่างวดลงโดยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการดังกล่าวเพื่อช่วยบรรเทาภาระและช่วยให้สามารถฟื้นตัวกลับมาได้โดยเร็ว ล่าสุดบริษัทฯ
เข้าร่วมโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”

ซึ่งเป็นกรณีที่เคทีซีขายหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของลูกหนี้รายย่อยที่ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้
ยเกินกว่า 90 วัน (NPL) นับแต่วันครบกำหนดชำระ ซึ่งลูกหนี้ดังกล่าวมีภาระหนี้ NPLรวมทุกผู้ให้บริการทางการเงินและทุกประเภทสินเชื่อไม่เกิน 100,000 บาทต่อรายให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM)

เพื่อทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนและลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้ โดยโครงการฯเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านช่องทางของธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 5
มกราคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ บริษัทฯ ประเมินว่า การดำเนินตามโครงการฯ ดังกล่าวหรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งหมดข้างต้นจะไม่ส่งผลกระทบที่เป็นนัยสำคัญต่อภาพรวมผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท รวมถึงบริษัทฯได้มีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้ไว้ครบถ้วนแล้ว

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน