กรมศุลกากร เล็งปรับเกณฑ์ฟรีโซน–ชงเพิ่มโทษคิดค่าปรับเป็นรายชิ้น สกัดลักลอบนำเข้า
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า จากการบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่ 1 บาทแรก ซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.กราคม 2569 โดยในช่วง 20 วันแรกของการบังคับใช้มาตรการ สามารถจัดเก็บอากรศุลกากรได้กว่า 300 ล้านบาท
“ภาคเอกชนให้การตอบรับค่อนข้างดี และมองว่าสามารถช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ โดยในช่วงประมาณ 20 วันที่ผ่านมา ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม การจัดเก็บภาษีในส่วนนี้สามารถจัดเก็บรายได้ได้ราว 300 ล้านบาท” อธิบดีกรมศุลกากร กล่าว
อีกประเด็นสำคัญคือการทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับสินค้าที่ออกจากเขตปลอดอากร (ฟรีโซน) โดยเฉพาะการยกเว้นอากรนำเข้า ปัจจุบันประเทศไทยใช้เกณฑ์ของอาเซียน เช่น local content 40% เป็นหลักในการให้สิทธิ์ยกเว้นอากร แต่เกณฑ์ดังกล่าวเปิดช่องให้สามารถนับรวมกำไร หรือการซื้อสินค้าต่อจากผู้นำเข้า ทำให้สินค้านั้นถูกนับเป็นสินค้าไทย ทั้งที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการให้สิทธิประโยชน์
สำหรับแนวทางการแก้ไขในอนาคต กรมฯ ได้จัดทำ ตุ๊กตา หรือโมเดลใหม่เพื่อหารือกับรัฐบาลและภาคเอกชน โดยอาจกำหนดให้ต้องมี วัตถุดิบในประเทศรวมกับแรงงานในประเทศ มากกว่าสัดส่วนที่กำหนด เพื่อป้องกันกรณีสินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่นำเข้ามาแทบไม่ได้แปรรูปแต่กลับได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเหลือ 0% ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ
อีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือการเพิ่มค่าปรับและการปรับเกณฑ์การเปรียบเทียบระงับคดี ซึ่งอยู่ในอำนาจของอธิบดีกรมศุลกากรและคณะกรรมการเปรียบเทียบระงับคดี เช่น คดีบุหรี่ไฟฟ้า หรือคดีการลักลอบส่งออกสินค้าที่แสดงแหล่งกำเนิดเป็นเท็จ โดยปัจจุบันค่าปรับในกรณีแหล่งกำเนิดเป็นเท็จถือว่าต่ำ เนื่องจากไม่ได้เข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษี ส่งผลให้ไม่จูงใจให้ผู้กระทำผิดหยุดพฤติกรรม
นายพันธ์ทอง ระบุว่า ปัจจุบันกรมศุลกากรมีของกลางจำนวนมาก แต่ไม่มีงบประมาณเพียงพอในการทำลาย หากเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี ของกลางจะต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยง อีกทั้งการดำเนินคดีในกรณีสินค้าจำนวนไม่มาก อาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนของกระบวนการยุติธรรม และศาลมักไม่ลงโทษจำคุก จึงเห็นว่าการปรับเป็นตัวเงินอาจเหมาะสมกว่า
แนวคิดหนึ่งที่อยู่ระหว่างการหารือคือการกำหนดค่าปรับ “ต่อชิ้น” แทนการประเมินจากมูลค่าสินค้า เพื่อลดปัญหาการใช้ดุลยพินิจ ความแตกต่างของราคา และข้อถกเถียงเรื่องการตีราคา
“หากกำหนดปรับชิ้นละ 100 บาท และมีการนำเข้า 5,000 ชิ้น ก็จะปรับ 500,000 บาท ซึ่งช่วยให้ประเมินได้ง่าย โปร่งใส และสามารถนำเงินค่าปรับไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการทำลายของกลางได้ ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวยังเป็นเพียงกรอบเบื้องต้น และอยู่ระหว่างหารือกับฝ่ายกฎหมาย โดยสามารถดำเนินการได้ผ่านระเบียบที่อธิบดีออกได้ ไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย” นายพันธ์ทอง กล่าว