ส.อ.ท. คาดยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 แตะ 1.5 ล้านคัน หวังอานิสงส์เร่งจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เบิกจ่ายงบปี 70 ทันกรอบเวลา สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน กระตุ้นเศรษฐกิจ
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษก กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปี 2569 คาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์อยู่ที่ 1,500,000 คัน เพิ่มขึ้น 3.05% คิดเป็น 44,431 คัน จากปีก่อนผลิตได้ 1,455,569 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน และการผลิตเพื่อส่งออกปี 2569 คาดอยู่ที่ 950,000 คัน
โดยการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศปี 2569 ที่ 550,000 คัน เพิ่มขึ้น 10.15% คิดเป็น 50,000 คัน จากปีก่อนอยู่ที่ 499,339 คัน เนื่องจากมีความหวังว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้เร็ว สามารถพิจารณาเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ได้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด สร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติ
โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง (เอฟดีไอ) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เห็นได้จากโครงการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้วกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างงานในภาคการผลิต อีกทั้งรัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนลง
กอปรกับเชื่อว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกภายในปีนี้ ลดแรงกดดันต่อหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจ ช่วยลดภาระทางการเงินและต้นทุนการผลิต เพิ่มอำนาจการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และโอกาสในการขยายการลงทุนของธุรกิจ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ปรับตัวดีขึ้นได้
นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า การใช้จ่ายเงินงบประมาณปี 2570 ไม่ทันใช้ในวันที่ 1 ต.ค.2569 การส่งออกชะลอตัวลงจากภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ เงินบาทแข็งค่ากระทบรายได้ผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน
อัตราการเกิดอยู่ในอัตราต่ำ จำนวนประชากรลดลง ส่งผลให้รายได้ที่เกี่ยวกับเด็กลดลง ความขัดแย้งระหว่างชายแดน ข่าวมิจฉาชีพในชายแดนไทย ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการให้สินเชื่อจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมากกว่า 80% ของจีดีพี ย่อมส่งผลกระทบต่อการขายรถยนต์”
ขณะที่ การผลิตเพื่อส่งออกปี 2569 คาดอยู่ที่ 950,000 คัน ลดลง 0.65% คิดเป็น 6,230 คัน จากปีก่อนอยู่ที่ 956,230 คัน เนื่องจากมาตรการการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า มาตรการ Euro 6 และ การใช้ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันในประเทศคู่ค้ามากขึ้น ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ความแปรปรวนสภาพอากาศ สงครามการค้า การขาดแคลนชิ้นส่วนจากความเข้มงวดส่งออกแร่หายาก
อย่างไรก็ตาม ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐว่า จะตัดสินภาษีศุลกากรประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะจะส่งผลต่อการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยว่าจะไปในทิศทางไหนชัดเจนขึ้น และส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่มีความชัดเจน รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) การลดกำลังการผลิตน้ำมันในตลาดโลกของกลุ่มโอเปก เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด