เมืองไทยประกันชีวิต เผยปี 2568 ยังเติบโตแข็งแกร่ง เบี้ยปีแรกพุ่งกว่า 10% ประกันควบการลงทุนโต 249% ท่ามกลางความไม่แน่นอนรอบด้าน ปี 2569 วางกลยุทธ์เติบโต 2-3% อย่างมีคุณภาพ เน้นประกันสุขภาพ รับ Medical Inflation และโลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานปี 2568 ท่ามกลางความท้าทายหลายด้าน แต่บริษัทยังสามารถเติบโตโดยมีเบี้ยประกันรับปีแรกเติบโตขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ผลิตภัณฑ์ประกันควบการลงทุน เช่น Unit Linked และ Universal Life เติบโตสูงถึง 249% สะท้อนความต้องการความยืดหยุ่นของลูกค้า ส่วนกลุ่มประกันโรคร้ายแรงเติบโต 24%
ด้านสินทรัพย์รวม บริษัทมีสินทรัพย์ประมาณ 690,000 ล้านบาท โดยกว่า 80–90% เป็นสินทรัพย์ลงทุน ซึ่งต้องบริหารภายใต้ความผันผวนของตลาดอย่างรอบคอบ
ในขณะเดียวกันโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง การมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่งถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญ โดยบริษัทดำรงอัตราเงินกองทุนในระดับสูงกว่า 350% เพื่อรองรับความเสี่ยงและรองรับการลงทุนในอนาคต

ปี 2569 ตั้งเป้าโต 2-3%
สำหรับปี 2569 นายสาระ กล่าวว่าทิศทางธุรกิจประกันชีวิตยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้านอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โลกธุรกิจในปัจจุบันที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากความผันผวนของตลาดการเงินและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใด
ประกอบกับ โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันยังคงพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม รูปแบบและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การใช้จ่ายและการกระจายรายได้ในระบบเศรษฐกิจแตกต่างจากอดีต ทำให้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจจะหมุนเวียนได้มากน้อยเพียงใด และประชาชนจะมีความพร้อมในการใช้จ่าย
รวมถึงการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากประกันยังไม่ถือเป็นปัจจัยจำเป็นอันดับแรกในการใช้จ่ายของหลายครัวเรือน
แต่ด้วยภายใต้ทีมผู้บริหาร ซึ่งมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมประกันมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์องค์กร
ทำให้ในปี 2569 เมืองไทยประกันชีวิตตั้งเป้าการเติบโตในระดับ 2–3% โดยเป็นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และไม่เร่งขยายตัวเกินกว่าศักยภาพของตลาดและกำลังซื้อของลูกค้า เพื่อรักษาคุณภาพของพอร์ตและมูลค่ากรมธรรม์ในระยะยาว โดยคำนึงถึงผลกระทบจากมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS 17 และความผันผวนของเศรษฐกิจ
ประกันสุขภาพยังเป็นแกนหลัก
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในปี 2569 คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ทั้งในด้านระดับเบี้ยประกัน ความคุ้มครอง และฟีเจอร์ต่าง ๆ
โดยประกันสุขภาพยังเป็นแกนสำคัญในการสร้างการเติบโตของบริษัท โดยเฉพาะแบบประกันที่หลากหลาย ครอบคลุมความเสี่ยงในหลายรูปแบบ เพราะมองว่าเป็นความต้องการที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ของผู้บริโภค โดยเฉพาะในสังคมที่ผู้คนตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพมากขึ้น
พร้อมกันนี้บริษัทยังส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันควบคู่ความคุ้มครอง (Preventive Care) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทิศทางที่บริษัทให้ความสำคัญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบประกันสุขภาพโดยรวม
นายสาระ กล่าวว่า ปัจจุบันสุขภาพได้กลายเป็นหนึ่งในความต้องการหลักของคนไทยทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุที่สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน โรคร้ายแรงและโรคเรื้อรังกลับพบในกลุ่มอายุน้อยลง รวมถึงผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM2.5
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้บทบาทของประกันชีวิตและประกันสุขภาพเปลี่ยนจากทางเลือก เป็นความจำเป็น และทำให้บริษัทประกันต้องออกแบบความคุ้มครองที่เข้าถึงได้ ยั่งยืน และไม่สร้างภาระค่าเบี้ยเกินความจำเป็นแก่ผู้เอาประกัน
ค่ารักษาแพงขึ้นทุกปีโจทย์ใหญ่ที่เลี่ยงไม่ได้
นายสาระ กล่าวว่าปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลหรืออัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) เติบโตขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ธุรกิจประกันไม่สามารถควบคุมได้ โดยในปี 2566 Medical Inflation อยู่ในระดับสูงประมาณ 15% ปี 2567 ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ราว 14–14.6%
ขณะที่ในปี 2568 Medical Inflation ชะลอลงมาอยู่ที่ประมาณ 10–10.8% ทั้งนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นผลมาจากการนำ Co-payment หรือการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลมาใช้ เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีผู้เอาประกันที่เข้าเงื่อนไขต้องจ่าย Co-payment น้อยมาก ดังนั้นในปีนี้แนวโน้ม Medical Inflation เชื่อว่ายังเติบโต ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ เทคโนโลยีการรักษาใหม่ และการใช้ AI ทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ดีผลกระทบจากค่ารักษาที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจประกันในแง่ต้นทุนค่าสินไหม การออกแบบความคุ้มครอง การตั้งเบี้ยประกันให้เหมาะสม และความสามารถในการดูแลลูกค้าในระยะยาว ทำให้บริษัทจึงต้องทำงานร่วมกับโรงพยาบาลและพันธมิตรทางการแพทย์ เพื่อบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงมาตรฐานการรักษา และไม่กระทบสิทธิของผู้เอาประกัน
“ไม่มีใครอยากเจ็บป่วย แต่เมื่อเกิดขึ้น หน้าที่ของเราคือทำให้ระบบประกันสุขภาพยั่งยืน และดูแลผู้เอาประกันได้จริงในระยะยาว” นายสาระกล่าว
ชูกลยุทธ์ “Go Healthier with MTL”
อย่างไรก็ดีปี 2569 เมืองไทยประกันชีวิตจะเข้าสู่ปีที่ 75 โดยบริษัทจะเดินหน้ากลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” สุขภาพดีขึ้นไปกว่าเดิม…กับเมืองไทยประกันชีวิต ที่จะมุ่งดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์บริการ ช่องทางการขาย นวัตกรรม และพันธมิตร ควบคู่ไปกับนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้การกำกับดูแลกิจการและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการสร้างสมดุลทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG)
ส่วนความร่วมมือกับเครือข่ายโรงพยาบาลคู่สัญญาทั่วประเทศภายใต้โครงการ MTL Hospital Smile Network ครอบคลุมทั้งภาครัฐ เอกชน และโรงเรียนแพทย์กว่า 145 แห่ง เพื่อยกระดับการดูแลผู้เอาประกันอย่างสะดวกและอุ่นใจ
ตั้งแต่การลดความกังวลด้านค่าใช้จ่ายส่วนเกิน การประสานงานประเมินค่าใช้จ่ายก่อนการรักษาอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงสิทธิประโยชน์และแพ็กเกจผ่าตัดพิเศษ ซึ่งเป็นการดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร
นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความคุ้มครองที่เหมาะสมกับช่วงชีวิตได้ตรงจุด ทั้งผลิตภัณฑ์ทางเลือกในการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นด้วยแบบประกันภัย “เมืองไทย พรีเมียร์ เลกาซี่” ด้วยการวางแผนสร้างหลักประกันที่มั่นคง ผ่านโครงการ “ShieldLife”
รวมถึงประกันรูปใหม่ที่รวมประกันชีวิตและสุขภาพสำหรับดูแลได้ทั้งตัวเองและคนข้างหลังในกรมธรรม์เดียว “เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น” โดยล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น 99/5″ แบบประกันชีวิตที่ “คนซื้อได้ใช้จริง” คุ้มครองครอบคลุมทั้งชีวิตและสุขภาพในกรมธรรม์เดียว เปลี่ยนทุนประกันเป็นค่ารักษาพยาบาลได้เมื่ออายุครบ 65 ปี จ่ายตามจริงทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก
โดยจ่ายเบี้ยคงที่ 5 ปี ไม่ปรับเพิ่มตามอายุ พร้อมได้ทำการขยายอายุรับประกันตามความต้องการของลูกค้า จากเดิมรับได้ถึงอายุ 45 ขยายเพิ่มเป็นอายุ 55 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี กรณีเสียชีวิตทุนประกันที่เหลือสามารถส่งต่อให้คนข้างหลังได้ และเบี้ยประกันสามารถลดหย่อนภาษีได้
นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทยังเตรียมเปิดตัวเมืองไทยสไมล์คลับ และ Fit Reward โฉมใหม่ที่จะมาเติมเต็มให้สุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น ด้วยกิจกรรมและสิทธิพิเศษที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม และเชื่อมต่อทุกการดูแล สุขภาพในชีวิตประจำวันให้กลายมาเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัยอีกด้วย