กกร. กังวลเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เหตุปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีสหรัฐสร้างความผันผวน การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้า

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า

โดยล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน ขณะที่ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 31 ม.ค.2569 ระบุว่ามีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21.57% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 26% สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ

“คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตได้ 1.6-2% ส่งออกคาดการณ์ว่าจะติดลบ -1.5% ถึง -0.5% เงินเฟ้อ 0.2-0.7% เนื่องจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐเป็นความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลกปี 2569 ส่งผลให้ตลาดการเงิน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำผันผวน”

โดยเฉพาะปีนี้ยังมีสินค้าของไทยเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 9 รายการ ที่อยู่ในข่ายถูกเก็บภาษีนำเข้า มูลค่า 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 63% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐ ในปี 2568 โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ที่ขยายตัวสูงถึง 53%

นอกจากนี้ กกร.มุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ปรับลดกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน
และการเข้าสู่ระบบของเอสเอ็มอีให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand และสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ที่ประชุมแสดงความกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ส่วนใหญ่ที่มักให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณสูงมาก มากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงขาดนโยบายในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางนโยบายการคลัง (Fiscal Space) จากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้น โดย ณ เดือนธ.ค.2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.09% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี ทำให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น

ดั้งนั้น ที่ประชุมเห็นว่าการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป ควรให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเสริมสร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศ ผ่านการเพิ่มผลิตภาพของภาคการผลิต การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี”

การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ สามารถรองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตได้อย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน สอดคล้องกับ spirit ของ Reinvent Thailand

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน