ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ชี้ตั้งรัฐบาลชัด ดันความเชื่อมั่น ดึงฟันโฟลว์ต่างชาติกลับไทย พร้อมเตรียมเสนอรรัฐออกแพ็กเกจ TISA–Jump+ ปรับเกณฑ์ IPO แข่งขันฮ่องกง–สิงคโปร์ พ.ค.นี้ โรดโชว์ต่างประเทศ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยจากการที่ได้พูดคุยกับนักลงทุนต่างประเทศ ต่างก็มองว่านโยบายของแต่ละรัฐบาลที่ผ่านมาโดยหลักการแล้วล้วนเป็นนโยบายที่ดี แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดขึ้นได้จริงในช่วงเวลาที่เหมาะสม

สิ่งที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนต้องการคือเสถียรภาพของรัฐบาล เพื่อให้การดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่อง และสามารถผลักดันเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่ต้องมีทั้งมุมมองระยะสั้นและระยะยาวที่สอดคล้องกัน

“หากเศรษฐกิจมีทิศทางที่ดี มีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านหรือคู่แข่งได้ ภาคตลาดทุนจะตอบรับโดยอัตโนมัติ เพราะพื้นฐานธุรกิจไทยถือว่าแข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดในช่วงที่ผ่านมาคือความเชื่อมั่นและการลงทุน ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน”

นายอัสสเดช กล่าวและว่าเมื่อเอกชนมีความเชื่อมั่นก็จะตัดสินใจลงทุน ส่งผลให้ธุรกิจเติบโต กำไรเพิ่มขึ้น และกระตุ้นให้นักลงทุนกล้าเข้ามาลงทุนมากขึ้นอย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกประเทศยังมีความผันผวนสูง ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยที่ไทยสามารถควบคุมได้ทั้งหมด

เสน่ห์ตลาดหุ้นไทยจ่ายปันผลสูง

นายอัสสเดช ยังกล่าวถึงประเด็นเสน่ห์ของตลาดทุนไทย โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงถือเป็นแรงจูงใจสำคัญ และเป็นจุดแข็งของตลาดทุนไทยในช่วงที่ภาวะตลาดยังเคลื่อนไหวในกรอบไซด์เวย์ แต่ในระยะยาว นักลงทุนต้องการเห็นการเติบโตของกำไรและผลประกอบการมากกว่า

“การปันผลเป็นเรื่องที่ดี เป็นเสน่ห์ของตลาดในช่วงนี้ แต่สุดท้ายแล้วปัจจัยที่สำคัญที่นักลงทุนทั่วไปอยากเห็นมากกว่า คือการเติบโตของกำไรธุรกิจ ซึ่งเป็นตัวสะท้อนความแข็งแรงของเศรษฐกิจในระยะยาว ต้องมีความสมดุลระหว่างผลตอบแทนระยะสั้นกับการเติบโตระยะยาว” นายอัสสเดช กล่าว

บาทแข็งทำ Fund Flow ไหลเข้าจำกัด

นายอัสสเดช ยังระบุด้วยว่าในส่วนของกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ในช่วงเดือนม.ค.ที่ผ่านมา มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาบางส่วน โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากระดับราคาหุ้นไทยที่ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับหลายประเทศ รวมถึงอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่อยู่ในเกณฑ์สูง

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าปัจจัยอื่น ๆ ก็มีส่วนประกอบด้วย ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเงินปันผลเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติยังมีความกังวลต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่ามากเป็นพิเศษในขณะนี้ และทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดต่อการไหลเข้าของเงินทุน

นักลงทุนรอดูการจัดตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้หากพิจารณาจากตัวเลขในช่วงครึ่งหลังของเดือนม.ค.ที่ผ่านมา กระแสเงินทุนมีสัญญาณชะลอลง หลังจากปรับตัวขึ้นในช่วงก่อนหน้า ทำให้ยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่า Fund Flow จะไหลเข้าอย่างต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด

“ตลาดยังรอความชัดเจนของปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ หากมีความชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นได้ เชื่อว่าจะช่วยกำหนดทิศทางตลาดทุนได้ชัดขึ้น” นายอัสสเดชกล่าว

ทั้งนี้นายอัสสเดช ย้ำว่าการสร้างความเชื่อมั่นและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในระยะถัดไป โดยต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และความมั่นคงเชิงนโยบาย เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ดัน “TISA-Jump+” สร้างการเติบโต

นายอัสสเดช ยังกล่าวด้วยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเดินหน้าหารือความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พร้อมปรับปรุงเกณฑ์รองรับการระดมทุนและเพิ่มสภาพคล่องในตลาด โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนบางส่วนภายในไตรมาสนี้

ขณะเดียวกันเตรียมผลักดันโครงการ “TISA และ Jump+” เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจเทคโนโลยี–สตาร์ทอัพ และบริษัทวิจัยเชิงพาณิชย์ เข้าถึงตลาดทุนได้เร็วขึ้น ซึ่งหากมีรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้ ตลาดหลักืรัพย์ก็เตรียมพร้อมที่จะเสนอทันที

“ความคืบหน้าการวางกรอบความร่วมมือกับ BOI ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดในระดับคณะทำงาน และได้มีการทำหนังสืออย่างเป็นทางการแล้ว โดยกรอบสำคัญจะพิจารณาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมและแนวทางสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้สามารถเข้าสู่ตลาดทุนได้สะดวกขึ้น”

ศึกษาผ่อนเกณฑ์กำไร 3 ปี–เร่งกระบวนการ IPO

ในส่วนของการปรับเกณฑ์เข้าจดทะเบียน (IPO) และมาตรการเพิ่มสภาพคล่อง ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือทั้งภายในตลาดหลักทรัพย์ฯ และร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยคาดว่าจะเห็นแนวทางรับฟังความคิดเห็นภายในไตรมาสนี้

หนึ่งในประเด็นที่อยู่ระหว่างพิจารณา คือ การผ่อนผันเงื่อนไขกำไรสะสม 3 ปี สำหรับบางประเภทกิจการ โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีหรือบริษัทที่อยู่ระหว่างการเติบโตสูง แต่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ชัดเจน ทั้งนี้ เตรียมจัดทำข้อเสนอเป็นแพ็กเกจ เพื่อเสนอรัฐบาลชุดใหม่ทันทีที่เข้ารับหน้าที่

“เราจะเตรียมข้อเสนอให้ครบ ทั้งเรื่องกฎเกณฑ์ การเปิดเผยข้อมูล และเงื่อนไขที่จำเป็น เพื่อให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น โดยทำงานคู่ขนานรอไว้”

ดึงสตาร์ทอัพ–งานวิจัยมหาวิทยาลัยสู่ตลาดทุน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้าผลักดันบริษัทเทคโนโลยีและงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเข้าสู่ระบบตลาดทุน โดยมีการหารือกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล เชียงใหม่ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อรวบรวมบริษัทวิจัยที่สามารถพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ได้ เช่น ธุรกิจด้านชีวการแพทย์หรือยารักษาโรค ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้

นอกจากนี้ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางจัดตั้งกลไกลงทุน เช่น PE Trust (สินทรัพย์ประเภทตราสารทุนนอกตลาด ที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะที่เป็นสินทรัพย์ทางเลือก) และ Matching Fund เพื่อนำเงินทุนจากภาคเอกชนและภาครัฐร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรม ก่อนต่อยอดเข้าสู่ตลาดทุนในอนาคต

ศึกษาปรับเกณฑ์ซื้อขาย

สำหรับมาตรการในส่วนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถดำเนินการได้เอง ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านโครงสร้างการซื้อขาย เช่น กลไก Dynamic Price Band และมาตรการกำกับดูแลการซื้อขาย เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพตลาด โดยต้องไม่ปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง เพราะเป็นความกังวลของนักลงทุนต่างประเทศ

“การเปลี่ยนกฎบ่อยเป็นสิ่งที่กระทบความเชื่อมั่น นักลงทุนต้องการกรอบที่ชัดเจนและมั่นคงอย่างน้อยในระยะ 1 ปี” นายอัสสเดชกล่าว

พ.ค.นี้เตรียมโรดโชว์ต่างประเทศ

นายอัสสเดชเปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศมีแผนจัดโรดโชว์ในต่างประเทศตั้งแต่เดือนพ.ค. เป็นต้นไป เพื่อพบปะนักลงทุนสถาบันระยะยาว โดยเฉพาะกองทุนที่เริ่มกลับมาสนใจหุ้นขนาดใหญ่ของไทย

เดินหน้าแข่งขันดึง IPO กลับไทย

สำหรับกรณีบริษัทไทยบางแห่งเลือกเข้าจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ โดยยอมรับว่าการแข่งขันในภูมิภาครุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างเปรียบเทียบเกณฑ์การรับจดทะเบียนและกระบวนการอนุมัติกับตลาดคู่แข่ง เพื่อปรับปรุงให้กระชับและแข่งขันได้มากขึ้น

ส่วนปัจจัยหลักที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ การเพิ่มสภาพคล่องและมูลค่าตลาด รวมถึงการทบทวนกฎเกณฑ์บางประการให้เหมาะสมกับการแข่งขันระหว่างประเทศ

ชี้ Foreign Limit บางกลุ่มยังเป็นข้อจำกัด

นายอัสสเดช กล่าวในประเด็น MSCI ผู้จัดทำดัชนีหุ้นชั้นนำระดับโลกยอมรับว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนของหุ้นไทยในดัชนี MSCI ลดลงต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ราว 1.3–1.4% ซึ่งทีมงานได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดน้ำหนักดังกล่าว พบว่าประเด็นสำคัญประกอบด้วยขนาดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) และสภาพคล่องของหุ้น รวมถึงการกระจายการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float)

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านเพดานการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Shareholding Limit) ในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจสูง เนื่องจากมองว่าเป็นธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งและมีโอกาสเติบโตดี นักลงทุนบางส่วนต้องการถือหุ้นมากกว่าเพดานที่กำหนดเรื่องการถือครองหุ้นต่างชาติ (Foreign Limit) 25%

หารือแบงก์ชาติขยับเพดานต่างชาติถือหุ้นแบงก์

โดยในประเด็นดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถเพิ่มความยืดหยุ่นในกรอบกฎเกณฑ์ได้มากน้อยเพียงใด โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศในระยะยาว

ขณะเดียวกันการเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักคือมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) และสภาพคล่อง (Liquidity) ของหุ้น ซึ่งสะท้อนจากผลประกอบการและความสามารถในการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนด้วย

ย้ำพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลทุกพรรค

นายอัสสเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลทุกพรรคการเมือง โดยเชื่อว่ามาตรการที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตลาดทุน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน