โพล ส.อ.ท. ฝากความหวังรัฐบาลใหม่ ทำได้จริง ซื่อสัตย์ ปราบคอร์รัปชัน เร่งแก้ไขกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ จากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ (FTI CEO Poll) หรือโพลส.อ.ท.ประจำเดือนม.ค.2569 ภายใต้หัวข้อ “ความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมหลังการเลือกตั้ง ปี 2569” ว่าผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่ 48.4% มีความเชื่อมั่นต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569 ว่าจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับปานกลาง ส่วน 28.4% มองว่านำไปปฏิบัติจริงได้น้อย มีเพียง 16.8% มองว่าจะนำไปปฏิบัติจริงได้มาก
โดยผู้บริหาร ส.อ.ท. 77.4% ให้ความสำคัญความซื่อสัตย์สุจริตและไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับการทุจริต เป็นคุณลักษณะของนักการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศ อีก 75.5% ให้ความสำคัญเรื่องความรู้ ความสามารถ และ 47.1% ให้ความสำคัญเรื่องการรัฟังความคิดเห็นและสามารถทำงานได้กับทุกภาคส่วน
ทั้งนี้ ผู้บริหารส.อ.ท. 71.6% คาดหวังผลลัพธ์จากการเลือกตั้งปี 2569 นี้ รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อีก 67.7% คาดหวังว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาปากท้องและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และ 51% คาดหวังว่ารัฐบาลจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. 80.6% ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขปัญหากำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอ จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่วน 71.6% ต้องการให้แก้ปัญหาหนี้ภาคธุรกิจ สภาพคล่องทางการเงิน และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน อีก 62.8% ต้องการให้แก้ปัญหาสินค้าราคาถูกเข้ามาทุ่มตลาดและการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า และ 32.3% ต้องการให้แก้ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าและผันผวน
“ภาคอุตสาหกรรมคาดหวังให้รัฐบาลใหม่ที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ ให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศเป็นหลัก เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาปากท้องและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว”
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารส.อ.ท. 66.5% ประเมินผลการเลือกตั้งปี 2569 จะออกมาในรูปแบบรัฐบาลผสมโดยมีพรรคการเมืองขนาดใหญ่เป็นแกนนำ อีก 21.9% จะออกมาในรูปแบบรัฐบาลผสมหลายพรรคโดยไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากอย่างชัดเจน และ 11.6% จะออกมาในรูปแบบพรรคการเมืองพรรคเดียวได้รับเสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยตนเอง